ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

  • ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

    ซ่อมคอมถึงบ้าน,ซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงบ้าน,ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์ นอกสถานที่,วางระบบอินเตอร์เน็ต,วางระบบแลน,ระบบเน็คเวิร์ค,เขียนโปรแกรมเว็บไซด์,ดูแลคอมพิวเตอร์แบบรายเดือน-รายปี,พร้อมบริการด้านไอทีจ่าย. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • หากคุณกำลังมองหาสถานที่ รับซ่อมคอมถึงที่

    ราคือหน่วยรับซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน บริษัท ห้าง ร้าน สถานสงเคราะห์ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ เราจะไปบริการซ่อมให้ในราคาสุดประหยัด ถูกกว่ายกไปซ่อมที่ห้างหรือร้านซ่อมแน่นอน เนื่องจากทางร้านของเราไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ จึงสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ได้. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • www.becomz.com ให้บริการถึงที่

    บริการซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ โดยไม่ต้องยก เครื่องคอมให้เหนื่อย หรือ เสียเวลา การทำงานของคุณ เรา คือ ทางออกสำหรับคุณ ที่จะไป บริการถึงบ้าน ที่บ้าน หรือ อ๊อฟฟิต ( office ) และ คอนโด อาพาทเม้น ทุกสถานที่ พร้อม ทั้ง ให้ บริการซ่อมคอมพิวเตอร์ 24 ชั่วโมง สำหรับ ลูกค้าบางท่านที่สะดวก. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • ค่าบริการ

    – ซ่อมโปรแกรม แก้ปัญหาด้านโปรแกรมทั่วไป เครื่องละ 500 บาท – ลง Driver 300 บาท ซ่อมปกติเป็น 1000 บาท – อะไหล่เสีย จะแจ้งราคาอะไหล่ก่อนซ่อม (ลูกค้าสามารถจัดหาอะไหล่เองได้) เพื่อความมั่นใจ ซ่อมเสร็จเรารับประกันซอฟเเวร์ 7วัน พร้อมให้คำแนะนำ และบริการหลังซ่อม ตลอดการรับประกันน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • รับซ่อมทุกปัญหา โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

    – บริการอัพเกรดเครื่อง แก้ปัญหาเครื่องช้า รวนบ่อย ค้างบ่อย – บริการติดตั้ง แก้ปัญหา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบแลน-อินเตอร์เน็ต – บริการลงวินโดว์, ลงโปรแกรม, แก้ไวรัส, แก้ปัญหาต่างๆ – บริการฝากซ่อม-เคลม อะไหล่คอมฯ และสินค้าไอที ทุกชนิด – บริการจัดสเป๊คเครื่อง จัดชุดคอมมือ1-2 พร้อมใช้งาน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • รับซ่อมทุกปัญหา โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

    บริการติดตั้ง แก้ปัญหา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบแลน-อินเตอร์เน็ต – บริการลงวินโดว์, ลงโปรแกรม, แก้ไวรัส, แก้ปัญหาต่างๆ – บริการฝากซ่อม-เคลม อะไหล่คอมฯ และสินค้าไอที ทุกชนิด – บริการจัดสเป๊คเครื่อง จัดชุดคอมมือ1-2 พร้อมใช้งาน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

WEBSITE DESIGN TEL 095-954-4524

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

งัดตู้เชฟฉกทองเพชรกว่า10ล.


วันนี้ ( 11 ต.ค.)  ร.ต.ต.พิสิษฐ์  เฮงที  พงส.( สบ 1 ) สน.ดอนเมือง ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ ภายในบริษัทบาเซล จำกัด เลขที่ 161/207-9   หมู่บ้านบัณฑิตโฮม ถนนวิภาวดีรังสิต  แขวงสนามบิน  เขตดอนเมือง จึงรุดเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ. สำราญ  นวลมา ผกก.สน.ดอนเมือง  และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น  ขึ้นไปที่ชั้นสองพบร่อยรอยประตูถูกงัดจากด้านนอก เมื่อเข้าไปในห้องผู้จัดการบริษัท ที่โต๊ะมีรอยถูกของแข็งงัดออก ทรัพย์สิ้นถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย นอกจากนี้ยังพบตู้เซพขนาด 50x70 ซม. มีร่องรอยการถูกงัดแงะจนฝาตู้เซพหลุดออกมา โดยทรัพย์สินที่อยู่ภายในตู้เซพหายไปทั้งหมด ประกอบด้วย เพชรที่เจียระไนแล้ว มูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท เครื่องประดับอัญมณีจำนวน 400 ชิ้น มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท ทองคำแท่งและทองคำตัวเรือน มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท รวมทรัพย์สินอื่นๆมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท เมื่อขึ้นไปบริเวณชั้น 4  ภายในห้องน้ำยังพบฝ้าเพดานทะลุลงมาจากหลังคาและมีบันไดเหล็กพาดขึ้นไปด้านบน เจ้าหน้าที่จึงเก็บลายนิ้วมือแฝงทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนนายณรงค์ หรรษานนท์ อายุ 49 ปี  เจ้าของบริษัท กล่าวว่า อาคารดังกล่าวตนเองได้เปิดบริษัทค้าขายจิวรี่ และเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ โดยมีสาขาตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป พนักงานที่บริษัทมีทั้งหมดประมาณ 10 คน ก่อนเกิดเหตุ เมื่อวานนี้ตนเองและพนักงานได้ปิดบริษัทและกลับบ้านพร้อมกันเวลาประมาณ 18.00 น. โดยประตูและหน้าต่างทุกบานถูกล็อคอย่างเรียบร้อย และช่วงประมาณ 09.00 น. ของวันนี้พนักงานได้โทรมาบอกว่ามีคนร้ายได้เข้ามางัดตู้เซพภายในบริษัท  ตนจึงรีบเดินทางมาดูและแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ นอกจากนี้ที่กล้องวงจรปิดยังพบว่าคนร้ายได้ถอดสายไฟออกไปทั้งหมด ซึ่งตนเองเชื่อว่าคนร้ายน่าจะรู้ที่ตั้งของตู้เซพเป็นอย่างดี และรู้วิธีการทำลายภาพกล้องวงจรปิด โดยที่ห้องอื่นๆคนร้ายไม่ได้แตะต้องแต่อย่างใด

ด้าน ร.ต.ต.พิสิษฐ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภาพได้ถูกตัดไปเวลา 04.05 น. ของวันที่ 11 ต.ค. จึงทำการตรวจสอบภาพย้อนหลังพบว่า คนร้ายได้สวมเสื้อแขนสั้นสีแดง กางเกงขาสั้นสีฟ้า สวมหมวกไหมพรมและถุงมือสีดำ มีลักษณะรูปร่างท้วม  โดยสันนิฐานว่าคนร้ายน่าจะมีประมาณ 3-4 คน เพราะตู้เซพถูกเคลื่อนย้ายออกมาจากที่เดิมและมีน้ำหนักมากไม่น่าจะลงมือ เพียงคนเดียวได้  และคนร้ายน่าจะเข้ามาจากทางหลังคาด้านบน แล้วจึงเจาะฝ้าเพดานในห้องน้ำของชั้น 4  แล้วลงมาขโมยทรัพย์สินที่บริเวณชั้นสอง ก่อนนำบันไดของบริษัทดังกล่าวปีนหนีออกไปทางเดิม จากนี้จะได้นำภาพจากกล้องวงจรให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนติดตามหาตัวคนร้าย มาดำเนินคดีต่อไป
   
Share:

จับวัยรุ่นค้ายาบ้าพร้อมของกลางอาวุธปืน


วันนี้ (12 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร สภ.เมือง จ.มหาสารคาม  แถลงข่าวจับกุมนายธวัชชัย  วังหอม  อายุ 20 ปี , นายสมยงค์  ตะวัน  อายุ 27 ปี และ  นายุฒิพงษ์  หรือเหลี่ยม  วงพรมสา  อายุ 28 ปี  ชาว  จ.มหาสารคาม พร้อมด้วยของกลางยาบ้า พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 426 เม็ด  อาวุธปืนลูกโม่  ขนาด .38  จำนวน 2 กระบอก  อาวุธปืนลูกโม่ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก  เครื่องกระสุนปืนขนาด .38  จำนวน 17 นัด  เครื่องกระสุนปืนขนาด .22  จำนวน 1 นัด  และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน 2 เครื่อง  เงินสดจำนวน 2,000 บาท

สืบเนื่องจากชุดสืบสวนได้รับแจ้งว่า  นายวุฒิพงษ์  วงพรมสา  มีพฤติกรรมจำหน่ายยาบ้าในกับวัยรุ่นในพื้นที่  และชอบสะสมอาวุธปืน ซึ่งผู้ต้องหารายดังกล่าวได้เคยถูกจับในคดียาเสพติดและมีอาวุธปืนไว้ในครอบ ครองไปเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา  จึงได้ขอหมายศาลจังหวัดมหาสารคาม  เข้าตรวจค้น บ้านของนายวุฒิพงษ์  และ พบของกลางดังกล่าว  จึงได้นำตัวผู้ต้องหามาสอบสวนต่อที่ สภ.เมืองมหาสารคาม ส่วน นายธวัชชัย และ นายสมยงค์ ถูกจับได้พร้อมของกลางยาบ้า 5 เม็ด เงินสด 2,000 บาท
Share:

ผบ.ตร.มอบโล่เกียรติคุณตำรวจดีเด่น เนื่องในวันตำรวจครบรอบ 97 ปี


ที่ห้องประชุม 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเวลา 9.30 น. วันนี้ (12 ต.ค.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นประธานมอบโล่และประกาศเกียรติคุณให้แก่ข้าราชการตำรวจที่ทำคุณประโยชน์ เนื่องในวันตำรวจ ครบรอบ 97 ปี จำนวน 78 ราย ประกอบด้วย ข้าราชการที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรม และจรรยาบรรณของตำรวจ ข้าราชการที่ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนดีเด่น ข้าราชการที่ทำหน้าที่จราจรดีเด่น ข้าราชการตำรวจที่มีผลงานในด้านการป้องกันยาเสพติดดีเด่น และข้าราชการที่มีผลงานในด้านปราบปรามยาเสพติดดีเด่น และโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชน 51 สถานี
โดย พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวให้โอวาทว่า  ภารกิจของตำรวจในยุคนี้ได้มุ่ง 3 ประเด็น คือ เป็นตำรวจที่ปกป้องเทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.เป็นตำรวจมืออาชีพ ยึดหลักธรรมาภิบาล และเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ 3.ยึดมั่นศรัทธาดูแลความปลอดภัยของประชาชน ตำรวจต้องปฏิบัติตามเป้าหมายเต็ม กำลังสามารถ เรามีสถานีตำรวจหลายแห่ง ถ้าผู้นำหน่วยมีภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนจะแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ โดยเฉพาะ เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหายาเสพติด และอาชญากรรม ซึ่งที่ผ่านมาต้องขอบคุณที่ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย  
ทั้งนี้ วันตำรวจปีนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถือปฏิบัติโดยพร้อมเพรียงกัน คือ จัดพิธีทางศาสนา พิธีสงฆ์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต มอบโล่และเกียรติคุณ และจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยให้คำนึงถึงความประหยัดและไม่เป็นอุปสรรคใน การปฏิบัติหน้าที่ ห้ามหน่วยงานจัดเลี้ยงสังสรรค์เนื่องในวันตำรวจเด็ดขาด จากนั้นเวลา 11.00 น. ผบ.ตร. ได้เดินทางไปเยี่ยมพร้อมมอบกระเช้าดอกไม้ และเงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 5 นาย ที่โรงพยาบาลตำรวจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวันที่ 13 ต.ค.ซึ่งเป็นวันตำรวจ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้า โดยเวลา 06.29 น. พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นประธานพิธีบูชาศาลพระภูมิหน้า พิธีบูชาพระนารายณ์  พิธีอัญเชิญพระพุทธรูปประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “พระนิรันตราย” ขึ้นประดิษฐาน ณ หอพระประจำตร. พิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 พิธีสงฆ์ และพิธีสักการะรูปจำลอง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จากนั้นเวลา 13.00 น. พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นประธานในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ อนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์ รับใช้ประชาชน ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จังหวัดนครปฐม ต่อมาเวลา 13.50 น. ผบ.ตร.เป็นประธานในพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อย ตำรวจ
Share:

Exclusive.. เปิดแฟ้มมือปราบเหยี่ยวดำ (ตอน 1)


ทีมงานอาชญากรรมเดลินิวส์ สัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.อ.บรรดล ตัณฑไพบูลย์ อดีต รองผบก.ภ.จว.สระบุรี เจ้าของฉายา “มือปราบเหยี่ยวดำ” (ตอน 1) ถึงเรื่องราวเส้นทางชีวิตการทำงานตำรวจที่เป็นนักสืบ ซึ่งในอดีตเคยได้รับภารกิจใหญ่ ยอมเสี่ยงตายแฝงตัวเข้าไปอยู่ใน “แก๊งตี๋ใหญ่” ที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
สำหรับเรื่องราว มือปราบเหยี่ยวดำ (ตอน 2) จะตื่นเต้นเร้าใจมากน้อยเพียงไหน ติดตามชมได้ทางเดลินิวส์ทีวี จานดาวเทียม PSI (ช่อง 26) วันเสาร์ที่ 13 ต.ค.เวลา 17.00น.
Share:

รันตีนศ.สาวเหยื่ออาจารย์หื่นปลอดภัย


จากกรณีที่ น.ส.เอ ( นามสมมุติ ) และเพื่อนนักศึกษา  มหาวิทยาลัยราชภัฎ แห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความร้องทุกกับพนักงานสอบสวน เกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของ อาจารย์ผู้หนึ่ง  กระทำตัวไม่เหมาะสม พูดจาเชิงชู้สาว และลวนลาม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักศึกษารวมตัวกันนำใบปลิว ขนาด เอ 4 แผ่นป้าย และป้ายผ้าที่เขียนการกระทำที่ไม่เหมาะสมของ อาจารย์กฤษฎา ติดกระจายอยู่ทั่วมหาวิทยาลัย จนทางมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการสอบเรื่องฉาว พร้อมทั้งระงับการสอนของอาจารย์คนดังกล่าวอีกด้วย
ความคืบหน้า วันนี้ (12 ต.ค.)  ผศ.นิพธ์ เฮงสมบูรณ์ รองอธิการบดี เปิดเผยว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีการประชุมผู้บริหารระดับสูงเพื่อวางแนวการตั้งคณะ กรรมการสอบสวน และแนวทางดูแลนักศึกษา เพื่อเรียกขวัญกำลังใจของนักศึกษาที่ประสบเหตุ พร้อมมีมติที่ประชุมให้ดูแลความปลอดภัยกับนักศึกษาที่กลัวในความไม่ปลอดภัย โดยให้พักอยู่ภายในสถานที่ที่มหาวิทยาลัยเตรียมไว้ให้ เพื่อไม่ให้อาจารย์คู่กรณี และกลุ่มนักศึกษาที่ชื่นชอบในตัวอาจารย์เข้าไป ใกล้ จนกว่าจะปิดเทอม
เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของการสอบก่อนจะทำการปิดเทอม ส่วนการสอบวิชาที่อาจารย์คนดังกล่าว เป็นผู้สอนจะทำการประชุมอีกครั้งต่อไป นอกจากนี้เมื่อเวลา 12.30 น. อาจารย์คนดังกล่าวได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมเฉพาะสาขาวิชา ซึ่งภายในที่ประชุมอาจารย์หนุ่มยังอยู่ในอาการเครียด ไม่ค่อยพูดคุย และไม่ชี้แจ้งถึงกรณีดังกล่าว
สำหรับบรรยากาศโดยรวมในมหาวิทยาลับ ขณะนี้ไม่พบใบปลิว หรือ แผ่นป้ายต่อต้านอาจารย์หนุ่มแล้ว เชื่อว่าทางมหาวิทยาลัยได้เก็บไปหมดแล้ว ขณะที่นักศึกษาพบเพียงส่วนน้อย ที่ยังจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องของอาจารย์หนุ่ม เนื่องจากเป็นช่วงสัปดาห์สอบ  เหล่านักศึกษาส่วนใหญ่ต่างเอาเวลาไปอ่านหนังสือ
ทางด้าน พ.ต.อ.นพรัตน์ สินมา ผกก.สน.บางยี่เรือ กล่าว่า วันนี้ได้เรียกนักศึกษาหญิง 2 คน ที่เข้ามาแจ้งความเมื่อวันก่อนเข้ามาสอบเพื่อพิจารณาว่าเหตุที่เกิดขึ้นเข้า ข่ายความผิดอนาจารหรือไม่ เพราะยังไม่สามารถสรุปได้ เบื้องต้นนักศึกษาที่เรียกมาสอบยังไม่ประสงค์ดำเนินคดี แต่จะมีการสอบอีกครั้งเพื่อความผิดต่อไป พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้นักศึกษาที่ถูกลวนลามเหตุเกิดในพื้นที่ สน.บางยี่เรือ สามารถเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทาง สน. ได้ตลอดเวลา
Share:

บก.น.4 จับยาบ้า4 หมื่นเม็ด-ยาไอซ์อีก1กก.


วันนี้ (12 ต.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ รองผบช.น.พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผบช.น. พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน รองผบก.น.4 ร่วมกันแถลงข่าวชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดบก.น.4 จับกุมตัว นายนัฐพงษ์ แสงบา อายุ 38 ปี น.ส.มยุรี หรือยุ ศรีอุดมศักดิ์ อายุ 21 ปี และ น.ส.วรรณัฐดา หรือแป้ง แดงสีดา อายุ 24 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 43,000 เม็ด ยาไอซ์ 1 กิโลกรัม และไหปลาร้า 1 ใบ โดยจับกุมตัวนายนัฐพงษ์ได้ภายในซอยลาดพร้าว 107 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ ส่วน น.ส.มยุรี และ น.ส.วรรณัฐดา จับกุมได้ภายในบ้านพักของ นายนัฐพงษ์ ย่านเมืองทองธานี

พล.ต.ต.อิทธิพล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดของบก.น.4 สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้ 3 ราย ยึดของกลางยาบ้าได้กว่า 4 หมื่นเม็ดและยาไอซ์อีก 1 กก. โดยเป็นกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด จ.นครพนม ลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาจำหน่ายในย่านลาดพร้าว พื้นที่บก.น.4 ก่อนหน้านี้เครือข่ายของผู้ต้องหาก็ถูกเจ้าหน้าที่ชุดเดียวกันจับกุมมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดถูกจับกุมพร้อมยาบ้า 2 แสนเม็ด ชุดปส.บก.น.4 จึงทำการสืบสวนขยายผลเรื่อยมา กระทั่งตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 คนได้

ด้าน พล.ต.ต.นัยวัฒน์ กล่าวว่า  สำหรับพฤติการของผู้ค้ารายนี้ เริ่มจากทางตำรวจบก.น 4 ได้จับกุมตัวนายประยุทธ หรือยุทธ ทาระคะจัด อายุ 32 ปี ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี พระราม 2 พร้อมของกลางยาบ้า 4 หมื่นเม็ด โดยนายประยุทธให้การซัดทอดว่ารับยาบ้ามาจากนายนัฐพงษ์ ที่มักจะนำยาเสพติดมาจำหน่ายในซอยลาดพร้าว 107 ชุดจับกุมจึงนำกำลังไปซุ่มสังเกตการณ์จนจับกุมตัวได้ในที่สุด นายนัฐพงษ์ให้การว่าขนยาเสพติดมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ที่บ้านพักในเมืองทองธานีอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อเดินทางไปตรวจสอบพบน.ส.มยุรี และน.ส.วรรณัฐดา อยู่ภายในบ้านพักพร้อมของกลางยาบ้าอยู่ภายในกระเป๋าสะพาย ส่วนยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในไหปลาร้า จึงแจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบสวนนายนัฐพงษ์ ให้การรับสารภาพว่า เป็นชาวจ.นครพนม และรับจ้างดูแลสวนยางอยู่ที่อ.ท่าอุเทน จากนั้นได้รู้จักกับนายไก่ ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ซึ่งนายไก่แนะนำให้รู้จักกับเอเย่นต์ค้ายาเสพติดในแถบประเทศลาว จึงลักลอบส่งยา โดยว่าจ้างกลุ่มญาติพี่น้องให้ไปรับยาบ้าตามจุดต่างๆมาไว้ที่บ้านพักย่าน เมืองทองธานี

ขณะที่น.ส.มยุรี ให้การว่ามีอาชีพขายเสื้อผ้าแฟชั่นอยู่ที่จ.ปราจีนบุรี ส่วนนายนัฐพงษ์เป็นพี่เขย เมื่อตนเข้ามาซื้อเสื้อผ้าในกรุงเทพฯ ก็มักจะแวะไปหาน.ส.วรรณัฐดา ลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งขายเสื้อผ้าอยู่ที่เมืองทองธานี ต่อมาพี่เขยเห็นว่าตนจะเข้ามากรุงเทพอีก จึงจ้างให้ขับรถไปรับของที่ย่านนวนครแล้วนำมาไว้ในบ้านพักที่เมืองทองธานี ให้ค่าจ้าง 2 หมื่นบาท โดยไม่ได้บอกว่าของที่ให้ไปรับคืออะไร จนกระทั่งมาถูกจับกุมตัว
   
Share:

“เฉลิม” นำทีม แถลงข่าวจับยา เกือบ 1.8 ล้านเม็ด


วันนี้ (12 ต.ค.) ทีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัตร รองผบ.ตร.,  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร. และ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการป.ป.ส.ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนายซงหั่ว แซ่จู อายุ 36 ปี ชาวจ.เชียงใหม่ นายกว๋อไท่ แซ่จัง อายุ 39 ปี ชาวจ.เชียงใหม่ นายเสียวซือ  แซ่เหอ อายุ 39 ปี ชาวจ.เชียงใหม่ และน.ส.ชาน วิน อายุ 22 ปี สัญชาติพม่า พร้อมของกลางยาบ้า 897 มัด จำนวน 1,794,000 เม็ด รถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ สตราด้า สีน้ำเงินเทา ทะเบียน ฌน-3233 กทม. จำนวน 1 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 88/1537 หมู่บ้านสิวารัตน์ ม.5 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. ได้รับข้อมูลจาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่ปรึกษาผบช.ปส.ด้านปราบปรามยาเสพติด ว่า จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองผบช.ปส. พล.ต.ต.ไชยยา รุจจนเวท ผบก.ปส.1 และ พล.ต.ต.ทนัย อภิชาตเสนีย์ ผบก.ประจำ ปส. ประสานกับแหล่งข่าวพร้อมทำการสืบสวนจนสืบทราบว่า ในวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา จะมีการส่งมอบยาเสพติด โดยใช้รถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ สตราด้า สีน้ำเงินเทา ทะเบียน ฌน- 3233 กทม.เป็นพาหนะ เจ้าหน้าที่จึงได้เฝ้าติดตามรถคันดังกล่าวแต่ได้คลาดกัน

กระทั่งมาทราบต่อมาว่ารถกระบะคันดังกล่าวได้ไปรับยาเสพติดเรียบร้อยแล้ว ก่อนลำเลียงยาเสพติดที่รับมาไปพักไว้ที่บ้านเลขที่ 88/1537 หมู่บ้านสิวารัตน์ หมู่ที่ 5 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เพื่อส่งต่อให้ลูกค้าย่านกระทุ่มแบน จึงได้ประสาน พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 ซึ่งได้สั่งการ พล.ต.ต.พูนทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ รองผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงศ์ปิ่น ผบก.สส.บช.ภ.7 พล.ต.ต.ธยาน์ฤทธิ์ เอกเผ่าพันธ์ ผบก.ภ.จ.สมุทรสาคร และ พล.ต.ต.อภิวัต นิยมการ ผบก.ตม.5 นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหา พร้อมยึดของกลางยาเสพติดดังกล่าว

สำหรับผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นเครือข่ายชาวจีนฮ่อที่มีการว่าจ้างชาวม้งให้ ลำเลียงยาเสพติดลงมากทม.และปริมณฑล โดยมีตัวการใหญ่ในเรือนจำเป็นผู้สั่งยาเสพติด ก่อนมีการลำเลียงยาลงมาเป็นทอดๆ สำหรับแก๊งนี้เป็นชาวม้ง รับจ้างลำเลียงยาเสพติดลงมาเก็บไว้ที่พัก เพื่อส่งต่อให้กับเครือข่ายอีกทอด โดยได้ค่าจ้างครั้งละ 1 แสนบาท

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า  เนื่องจากยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ การดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ต้องเน้นทั้งการป้องกัน ปราบปราม และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดควบคู่กันไป ที่ยาเสพติดไม่หมดไปมีการจับได้ครั้งละมากๆ เพราะผู้ผลิตยังคงผลิตยาเสพติดออกมาเรื่อยๆ ขณะเดียวกันการแพร่ระบาดของสาร ซูโดเอฟรีดรีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้ายังคงมีอยู่ แม้ในฝั่งไทยได้มีการจัดการควบคุมจนไม่มีการแพร่หลายของสารชนิดนี้ แต่จากการข่าวทราบว่า ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีแพร่หลายอยู่ แต่จะขนเข้ามาประเทศได้ก็เป็น เรื่องยากขึ้น ส่วนเรื่องป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตนในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ด้วย ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้ชะลอการอนุญาตสถานบันเทิง เพราะเป็นแหล่งมั่วสุมของยาเสพติด ทั้งนี้เพื่อลดความต้องการยาเสพติด นอกจากนี้ ยังให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครองกับตำรวจเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทำงาน

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวถึงกรณี ป.ป.ส.จับกุมวัยรุ่นค้ายาบ้าผ่านเฟซบุ๊คว่า ทางป.ป.ส.ได้เฝ้าระวังเว็บไซต์โดยเฉพาะเว็บไซต์สังคมออนไลน์ โดยมีการตั้งวอร์มรูมจับตาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ยาเสพติดและ อุปกรณ์การเสพ หรือยั่วยุให้มีการเสพยาเสพติด ซึ่งได้รับความร่วมมือกับต่างประเทศ หากพบก็จะประสานกับกระทรวงไอซีทีให้ตรวจสอบ ไอพีแอดเดรส เพื่อเชื่อมโยงหาเจ้าของเว็บไซต์ ก่อนเข้าทำการจับกุม โดยที่ผ่านมามีการขยายผลจับกุมกรณีที่มีการโพสต์ภาพเด็กอายุ 4 ขวบเสพยาเสพติด และกรณีป.ป.ส.ภาค 5 จับกุมวัยรุ่นขายยาบ้าผ่านเฟสบุ๊ค
Share:

ดีเอสไอสนธิกำลังกองปราบฯจับแชร์น้ำมันหอมระเหย


วันนี้ 12 (ต.ค.) พ.ต.อ.นิรันดร์  อดุลยศักดิ์  ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สนธิกำลังร่วมกับตำรวจกองปราบปราม  นำกำลังเข้าตรวจค้นบริษัท ดิจิตอล  คราวน์  โฮลดิ้ง จำกัด  ตั้งอยู่เลขที่ 338  อาคาร  ดี. ซี. เอช. แอล  จำกัด ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ฯ  ซึ่งจดทะเบียนกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)เป็นบริษัทขายตรงน้ำมันหอม ระเหยและตะเกียง แต่มีผู้ร้องเรียนว่าบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่  มีการชักชวนให้ร่วมลงทุนและหาสมาชิก เพิ่ม
โดยพ.ต.อ.นิรันดร์  กล่าวว่า   ได้ขอออกหมายจับผู้ต้องหารวม 20 คน  ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างประเทศ 3 คน  และสามารถจับกุมได้แล้วประกอบด้วย นายฮวง เชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ 43 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ , น.ส.หว่อง คิน ซี อายุ 36 ปี ชาวฮ่องกง และ น.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ชาวฮ่องกง ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามจับกุมโดยส่วนใหญ่ที่ ถูกออกหมายจับจะเป็นผู้ทำหน้าที่ขึ้นเวทีชักชวนให้สมาชิกเข้าร่วมลงทุนซื้อ น้ำมันหอมระเหยและตะเกียง  ซึ่งต้องเสียค่าสมัครครั้งแรกเป็นเงินกว่า 12,300 บาท ก่อนจากนั้นจึงมีโอกาสเลื่อนระดับโดยจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินปันผลจำนวน 41,000 บาท ก็ต่อเมื่อต้องจ่ายเงินลงทุนเป็นเงิน 192,600 บาทต่อราย  เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

พ.ต.อ.นิรันดร์  กล่าวต่อว่า  ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายประมาณ 70 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาทโดยประชาชนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก เฉียงเหนือซึ่งมีการตั้งสาขาใหญ่อีก 1 แห่งที่จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีการหลอกลวงจะจัดอบรมตามโรงแรมต่างๆซึ่งมีวิทยากรชักชวนให้ร่วมเป็น สมาชิกและเชิญชวนให้ซื้อสินค้าโดยโฆษณาชวนเชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน สูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิธีการพูดที่น่าเชื่อถือ เจาะกลุ่มคนที่มีเงินน้อยซื้อน้อย มีเงินมากซื้อมาก  หากมีการชักชวนสมาชิกได้เพิ่มจะได้ค่าตอบแทนอีกหัวละ 21,000-26,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการโฆษณาชักชวนสมาชิกผ่านเว็บไซด์ และอ้างว่าเงินปันผลสามารถนำไปเป็นมรดกตกทอดถึงเครือญาติได้  อย่างไรก็ตามในวันนี้(12ต.ค.) พนักงานสอบสวนจะรวบรวมหลักฐานรายละเอียดสมาชิก เพื่อนำไปตรวจสอบข้อมูลลูกค้าและจำนวนสินค้าทั้งหมด เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสียหายในภาพรวม   รวมถึงเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวทางการเงินด้วย
ทั้งนี้  การจะสั่งปิดบริษัทดังกล่าวเป็นอำนาจของสคบ.  ซึ่งทราบว่าก่อนหน้านี้สคบ.ได้สั่งปิดกิจการแล้วแต่บริษัทดังกล่าวไม่ดำเนิน การตามคำสั่งแต่ยอมเสียค่าปรับวันละ 10,000 บาทที่ล่าสุดมียอดค่าปรับรวมกว่า  600,000 บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดลูกค้าทั้งหมดไป ตรวจสอบ  รวมถึงแฟ้มเอกสารทางการเงินซึ่งพบว่าวันนี้เพียงวันเดียวมียอดสั่งซื้อมาก ถึง 39 ล้านบาท  โดยเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบบริษัทมีกำไรมากถึง  198 ล้านบาทด้วย   สำหรับยอดสมาชิกจากการตรวจสอบข้อมูลของสคบ.พบปี 2554 มีสมาชิกกว่า 20,000 คน  แต่ขณะนี้เชื่อว่าน่าจะมียอดสมาชิกไม่ต่ำกว่า 40,000 คน
Share:

เร่งแก้ปัญหาจราจรบนเส้นวิภาวดีรังสิต


วันนี้ ( 12 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา  ที่สตูดิโอเดลินิวส์ทีวี ถนนวิภาวดีรังสิต พ.ต.ท.สนอง แสงมณี สว.จราจร สน.วิภาวดี เดินทางมาบันทึกเทปรายการเดลินิวส์คลายทุกข์ เพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิต โดยมี น.ส.สายฝน เหตระกูล รองผู้อำนวยการสถานีเดลินิวส์ทีวี นายธีระพงษ์ เหลืองทองกุล หัวหน้าข่าวหน้า 1 ให้การต้อนรับ
โดยพ.ต.ท.สนอง กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่ากทม.มีถนนรวมระยะทางไปกลับ ทางด่วนต่างๆ กว่า  5,000 กิโลเมตร แต่ปัจจุบัน จำนวนรถมีมากถึง7ล้านคัน  ซึ่งพื้นที่ไม่เพียงพอเพราะรถทั้งหมดต้องใช้พื้นที่อยู่บนท้องถนนราว 2 หมื่นกว่ากิโลเมตร ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรได้  นอกจากนี้เมื่อมีการจราจรติดขัดประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนก็จะเลือกใช้เส้นทาง ที่สะดวก รวมทั้งในทางที่แคบหรือมีลักษณะเป็นคอขวดก็จะขับรถไปเบียดเสียดกัน ทำให้เกิดปัญหารถติดได้
“ในส่วนนี้วินัยจราจรเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนเองต้องเคารพ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีการประชุมถึงสถานการณ์ปัญหา จราจร โดยในชั่วโมงเร่งด่วนจะเปิดการจราจรบนพื้นราบเพื่อให้รถบนถนนได้เคลื่อนตัว ได้สะดวกมากขึ้น  รวมทั้งในส่วนของจุดที่มีการจราจรติดขัดก็จะดำเนินการในการส่งเจ้าหน้าที่ จราจรลงพื้นที่คอยโบกรถและเพื่อให้การจราจรสะดวกมากขึ้น อาทิเช่น บริเวณธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ ที่ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเกิดปัญหารถติดมาก ส่งผลให้รุกลามไปถึงบริเวณห้าแยกลาดพร้าว” พ.ต.ท.สนอง กล่าว
พ.ต.ท.สนอง  กล่าวอีกว่า ทางผู้บัญชาการเน้นย้ำให้ตำรวจทุกคนดูแลความเรียบร้อยในส่วนของการจราจร รวมทั้งลดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาทิเช่น กล้องวงจรปิด เพื่อตรวจสอบว่ารถคันไหนฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฏจราจร ก็จะมีการส่งรูปที่กล้องบันทึกภาพไว้ส่งไปให้ทางบ้าน รวมทั้งเน้นย้ำให้อำนวยความสะดวกการจราจรหลังจากที่มีการเปิดสนามบิน โดยการปรับสภาพทางกายภาพของถนนที่เป็นบริเวณคอขวดให้ประชาชนสัญจรไปได้ รวมทั้งในช่วงเวลาเปิดภาคเรียน ซึ่งถนนวิภาวดีรังสิตมีสถานศึกษาจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้มีการเตรียมแผนรับมือในเรื่องของช่วงการเหลี่ยมล้ำของ เวลา เร่งระบายการจราจรเพื่อไม่ให้ปริมาณรถบนถนนสะสม
พ.ต.ท.สนอง  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในส่วนของการรับมือการจราจรที่ทางสน.วิภาวดีต้องรับผิดชอบแล้วนั้น ทางสน.วิภาวดีได้ริเริ่มโครงการแก้ไขปัญหาเด็กแว้น โดยจัดทำโครงการภายใต้ชื่อ “แว้น...แล้วไปไหน ” ซึ่งได้มีการดำเนินการไปแล้ว โดยโครงการดังกล่าวเป็นการปลูกจิตสำนึกให้เด็กที่ถูกเจ้าหน้าที่กวดขันขณะ แข่งรถให้เกิดความสำนึก และรักครอบครัว เปลี่ยนทัศนคติที่ดีไม่หลงไปอยู่ในวังวงของการแข่งรถ รวมทั้งมีมาตรการจับก่อนแข่ง โดยจะส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงไปตรวจสอบร้านที่แต่งรถ รวมทั้งมาตรการในการปิดล้อมจับกุม เยาวชนที่เป็นเด็กแว้น

Share:

นักข่าวอัลจาซีราให้ข้อมูลคลิปชายชุดดำ


วันนี้ ( 11 ต.ค.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)  นายเวย์น์  เฮย์   ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอัลจาซีรา  ประจำกรุงเทพ เดินทางเข้าพบพ.ต.อ.ประเวศน์  มูลประมุข  รองอธิบดีดีเอสไอ  เพื่อให้ปากคำคดีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว  
โดยพนักงานสอบสวนได้นำภาพถ่ายและคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวมาให้นายเฮย์ ตรวจสอบเนื่องจากภาพในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการระบุว่า ถ่ายโดยผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรา ซึ่งปรากกฎภาพชายชุดดำถือปืนยาว และคลิปภาพขณะที่กลุ่มชายชุดดำยิงปืนและมีลูกไฟออกมาจากปากกระบอกปืน โดยหลังจากนายเฮย์ตรวจสอบภาพดังกล่าวแล้วได้ปฎิเสธว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้ถ่ายคลิปดังกล่าวไว้
 นายเวย์น์  เฮย์ ได้ให้การว่า ตนเองเข้าไปทำข่าวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมเมื่อเดือนมี.ค. 2553 และเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ซึ่งทางสำนักข่าวอัลจาซีราได้ส่งนักข่าว 1 คนและช่างภาพอีก 4 คนเข้าร่วมทำข่าวในวันเกิดเหตุ โดยตนเป็นผู้รายงานข่าวเหตุการณ์ส่งเข้าไปยังสำนักข่าวเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายช่างภาพ และในบริเวณแยกคอกวัวที่ตนเข้าไปสังเกตการณ์และทำข่าวในวันนั้น ไม่เห็นชายชุดดำถือปืนแต่อย่างใด
 
ขณะที่พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าว การเชิญผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอัลจาซีรามาให้ปากคำเนื่องจากต้องการทราบว่าชายชุดดำที่ปรากฎภาพในคลิปเมื่อวันที่ 10 เม.ย.นั้นนายเฮย์เป็นผู้ถ่ายหรือไม่ ซึ่งได้รับการปฎิเสธ ดังนั้นดีเอสไอจึงต้องประสานไปยังสำนักงานใหญ่ของสำนักข่าวอัลจาซีราเพื่อค้นหาตัวบุคคลที่ถ่ายภาพชายชุดดำ
 
Share:

Disqus Shortname

Comments system

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Post Top Ad

คลังบทความของบล็อก

Author Details

Menu - Pages

Business

Random Posts

Recent

Popular

Blog Archive