พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาไอซ์) บรรจุในถุงพลาสติดใสชนิดปิดหัวท้าย 1 ถุง น้ำหนัก 50 กรัม เงินสด 20,000 บาท โทรศัพท์มือถือ (ของ นายประเสริฐ) 1 เครื่อง รถยนต์กระบะยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นไฮแลนเดอร์ สีดำ ทะเบียน บร. 7793 นครศรีธรรมราช 1 คัน กระเป๋าแบบสะพาย สีดำ 1 ใบ จับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 11/44 ถนนสายสตูลธานี ต.พิมานฯ ภายหลังจากที่สืบทราบว่า แก๊งผู้ต้องหามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจึงนำกำลังเข้าไปตรวจค้นพบจับกุมพร้อมตรวจยึดของกลางได้ดังกล่าว สอบสวนพร้อมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาอซ์) ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย” ก่อนควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมือง จ.สตูล เพื่อดำเนินคดีต่อไป..
วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555
สืบสตูลรวบยกแก๊งค้ายานรก
เมื่อเวลา 00.30 น. วันนี้ (4 ธ.ค.) ร.ต.อ.ศิรักษ์ บุญยก รอง สว.กก.สส.ภ.จว.สตูล นำกำลังเข้าจับกุม นายประเสริฐ ชูแก้ว อายุ 54 ปีอยู่บ้านเลขที่ 23 ถนนสายยาตราสวัสดิ์ ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล นายสมศักดิ์ ชูแก้ว อายุ 43 ปีอยู่บ้านเลขที่ 11/44 ถนนสายสตูลธานี ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล น.ส.สุรีย์รัตน์ แก้วบุตร อายุ 48 ปีอยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ 11 ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา นายนัทพล แก้วสุรัตน์ อายุ 36 ปีอยู่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ 2 ต.สทิ้งพระ อ.สทิ้งพระ จ.สงขลา
พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาไอซ์) บรรจุในถุงพลาสติดใสชนิดปิดหัวท้าย 1 ถุง น้ำหนัก 50 กรัม เงินสด 20,000 บาท โทรศัพท์มือถือ (ของ นายประเสริฐ) 1 เครื่อง รถยนต์กระบะยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นไฮแลนเดอร์ สีดำ ทะเบียน บร. 7793 นครศรีธรรมราช 1 คัน กระเป๋าแบบสะพาย สีดำ 1 ใบ จับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 11/44 ถนนสายสตูลธานี ต.พิมานฯ ภายหลังจากที่สืบทราบว่า แก๊งผู้ต้องหามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจึงนำกำลังเข้าไปตรวจค้นพบจับกุมพร้อมตรวจยึดของกลางได้ดังกล่าว สอบสวนพร้อมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาอซ์) ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย” ก่อนควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมือง จ.สตูล เพื่อดำเนินคดีต่อไป..
พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาไอซ์) บรรจุในถุงพลาสติดใสชนิดปิดหัวท้าย 1 ถุง น้ำหนัก 50 กรัม เงินสด 20,000 บาท โทรศัพท์มือถือ (ของ นายประเสริฐ) 1 เครื่อง รถยนต์กระบะยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นไฮแลนเดอร์ สีดำ ทะเบียน บร. 7793 นครศรีธรรมราช 1 คัน กระเป๋าแบบสะพาย สีดำ 1 ใบ จับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 11/44 ถนนสายสตูลธานี ต.พิมานฯ ภายหลังจากที่สืบทราบว่า แก๊งผู้ต้องหามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจึงนำกำลังเข้าไปตรวจค้นพบจับกุมพร้อมตรวจยึดของกลางได้ดังกล่าว สอบสวนพร้อมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาอซ์) ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย” ก่อนควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมือง จ.สตูล เพื่อดำเนินคดีต่อไป..
รวบมือปืนพระจ้างยิงพ่อกิ๊กดับ
กองปราบปราม จับมือปืนรับจ้าง จากเจ้าอาวาสวัดดัง ยิงพ่อกิ๊กดับแค้น ที่ลูกสาวหนีตามแฟนหนุ่มหายเข้ากรุงไป
ที่ กองปราบปราบ เมื่อวันนี้(4 ธ.ค.) พ.ต.อ.นิรันดร์ นามสุวรรณ ผกก.2 บก.ป.พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ ตรงเที่ยง สว.กก.2 บก.ป. นำกำลังจับกุมตัว นายเกรียงไกร หรือเกรียง หมอวงค์ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78/1 หมู่ 5 ต.หนองไขว่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ตามหมายจับศาล จ.เพชรบูรณ์ ที่ จ.209/2555 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2555 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยจับกุมได้ที่หน้าอาคารแอลเอที่ ซอย 5 นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์นซีบอร์ด ต.ปลวกแดง อ.ปลวกแดง จ.ระยอง
ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา เวลา 03.40 น. นายเกรียงไกร ได้ร่วมกับ นายสัญญา อินตา หรือตั้ม และนายอุทิยา หรือซัน ไม่ทราบนามสกุล ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด .357 ยิง นายสานิด (ขอสงวนนามสกุล)อายุ 49 ปีชาวจ.เพชรบูรณ์ จนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ ต.ชนแดน อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ก่อนพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.ชนแดน ได้ติดตามจับกุม นายสัญญา และนายอุทิยา เอาไว้ได้ ส่วน นายเกรียงไกร เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป.สืบทราบว่าหนีมากบดานใน จ.ระยอง จึงติดตามจับกุมดังกล่าว
สอบสวน นายเกรียงไกร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชนแดน ดำเนินคดีต่อไป
รายงานแจ้งว่า คดีดังกล่าวสาเหตุเกิดมาจาก เจ้าอาวาส สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งใน จ.เพชรบูรณ์ แอบคบหากับ น.ส.ดี อายุ 24 ปี ลูกสาวผู้ตายมาประมาณปีกว่าๆ โดยเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวได้ลงทุนซื้อบ้านซื้อรถและทองคำให้ น.ส.ดี ต่อมาฝ่ายหญิงหนีเข้ากรุงเทพฯมาอยู่กินกับแฟนหนุ่ม เจ้าอาวาสรูปดังกล่าวเกิดความคับแค้นใจ สั่งให้ พระเลขาฯ ชื่อพระปาน หรือนายปาน หมอวงค์ อายุ 51 ปี วางแผนฆ่า นายสานิด เพื่อระบายแค้น จากนั้นพระปาน ใช้ให้ นายเกรียงไกร บุตรชาย จัดหามือปืนมายิง นายสานิด จนถึงแก่ความตายดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามจับกุม พระปานมาสอบสวนเพื่อขยายผลขออนุมัติศาลออกหมายจับเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวมาดำเนินคดีในข้อหาจ้างวานฆ่าผู้อื่นต่อไป
รายงานแจ้งด้วยว่า สำนักสงฆ์ของเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวนั้น มีนายทหารและข้าราชการระดับสูงของจ.เพชรบูรณ์และ จังหวัดใกล้เคียงต่างให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตะกรุดของวัดแห่งนี้มีชื่อเสียงในแวดวงคนนิยมบูชาเครื่องลางของขลัง สร้างรายได้เข้าวัดจำนวนมาก..
ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา เวลา 03.40 น. นายเกรียงไกร ได้ร่วมกับ นายสัญญา อินตา หรือตั้ม และนายอุทิยา หรือซัน ไม่ทราบนามสกุล ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด .357 ยิง นายสานิด (ขอสงวนนามสกุล)อายุ 49 ปีชาวจ.เพชรบูรณ์ จนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ ต.ชนแดน อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ก่อนพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.ชนแดน ได้ติดตามจับกุม นายสัญญา และนายอุทิยา เอาไว้ได้ ส่วน นายเกรียงไกร เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป.สืบทราบว่าหนีมากบดานใน จ.ระยอง จึงติดตามจับกุมดังกล่าว
สอบสวน นายเกรียงไกร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชนแดน ดำเนินคดีต่อไป
รายงานแจ้งว่า คดีดังกล่าวสาเหตุเกิดมาจาก เจ้าอาวาส สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งใน จ.เพชรบูรณ์ แอบคบหากับ น.ส.ดี อายุ 24 ปี ลูกสาวผู้ตายมาประมาณปีกว่าๆ โดยเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวได้ลงทุนซื้อบ้านซื้อรถและทองคำให้ น.ส.ดี ต่อมาฝ่ายหญิงหนีเข้ากรุงเทพฯมาอยู่กินกับแฟนหนุ่ม เจ้าอาวาสรูปดังกล่าวเกิดความคับแค้นใจ สั่งให้ พระเลขาฯ ชื่อพระปาน หรือนายปาน หมอวงค์ อายุ 51 ปี วางแผนฆ่า นายสานิด เพื่อระบายแค้น จากนั้นพระปาน ใช้ให้ นายเกรียงไกร บุตรชาย จัดหามือปืนมายิง นายสานิด จนถึงแก่ความตายดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามจับกุม พระปานมาสอบสวนเพื่อขยายผลขออนุมัติศาลออกหมายจับเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวมาดำเนินคดีในข้อหาจ้างวานฆ่าผู้อื่นต่อไป
รายงานแจ้งด้วยว่า สำนักสงฆ์ของเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวนั้น มีนายทหารและข้าราชการระดับสูงของจ.เพชรบูรณ์และ จังหวัดใกล้เคียงต่างให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตะกรุดของวัดแห่งนี้มีชื่อเสียงในแวดวงคนนิยมบูชาเครื่องลางของขลัง สร้างรายได้เข้าวัดจำนวนมาก..
ทูตฮังการี ขอกองปราบร่วมทำคดีฆ่านักธุรกิจ
ทูตฮังการี ร้องขอ ตำรวจ กองปราบปราม ร่วมทำคดีฆาตกรรมโหด นักธุรกิจอสังหา ชาวฮังการี ก่อนนำศพใส่ถุงดำไปท้้งในเทือกเขา ที่ภูเก็ต
วัน( 4 ธ.ค.) ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายเดเนช โตมอย เอกอัครราชทูตฮังการี ประจำประเทศไทย เดินทางมาเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. และ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป.เพื่อขอให้ตำรวจ บก.ป.ร่วมทำคดีที่นายโจเซฟ ปีเตอร์ ไรด์ อายุ 47 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บนเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ชาวฮังการี ถูกฆาตกรรม เสียชีวิต นำศพยัดถุงดำ ทิ้งในเทือกเขาป่าตอง จ.ภูเก็ต
โดย พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา มีผู้พบศพนายโจเซฟ ปีเตอร์ ไรด์ ถูกฆ่ายัดถุงพลาสติกสีดำทิ้งไว้ข้างทางบนเทือกเขาป่าตอง ซอยบางทอง 1 หมู่ 6 ต.กะทู้ อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต ภายหลังตำรวจ จ.ภูเก็ต รวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายโมเช่ เดวิด หรือนายกาบอร์ แอนเดรียส เนเมท อายุ 35 ปี สัญชาติฮังการีด้วยกัน ได้ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและปิดบังซ่อนเร้นศพ หลังจากสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายโมเช่ มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับผู้เสียชีวิตมาก่อนหน้านี้จนถึงขั้นขู่เอาชีวิต จนผู้ตายต้องหนีออกจากเกาะสมุย ไปเช่าบ้านในจ.ภูเก็ต จนมาพบเป็นศพดังกล่าว
โดย พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา มีผู้พบศพนายโจเซฟ ปีเตอร์ ไรด์ ถูกฆ่ายัดถุงพลาสติกสีดำทิ้งไว้ข้างทางบนเทือกเขาป่าตอง ซอยบางทอง 1 หมู่ 6 ต.กะทู้ อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต ภายหลังตำรวจ จ.ภูเก็ต รวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายโมเช่ เดวิด หรือนายกาบอร์ แอนเดรียส เนเมท อายุ 35 ปี สัญชาติฮังการีด้วยกัน ได้ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและปิดบังซ่อนเร้นศพ หลังจากสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายโมเช่ มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับผู้เสียชีวิตมาก่อนหน้านี้จนถึงขั้นขู่เอาชีวิต จนผู้ตายต้องหนีออกจากเกาะสมุย ไปเช่าบ้านในจ.ภูเก็ต จนมาพบเป็นศพดังกล่าว
พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวอีกว่า จากพยานหลักฐานต่างๆ ยังเชื่อว่าน่าจะมีคนไทยให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหา โดยข้อมูลเก่าที่ตำรวจฮังการี นำมามอบให้ทางตำรวจ บก.ป.ก็จะนำไปเปรียบเทียบกับคดีที่เกิดขึ้น และจะแลกเปลี่ยนข้อมูล เบาะแสในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนของตำรวจในพื้นที่ พร้อมกันนั้นจะช่วยประสานงานระหว่างตำรวจไทย กับตำรวจฮังการีในคดีนี้ต่อไป อย่างไรก็ดี กรณีนี้ทาง ผบก.ป.ได้มอบหมายให้ตนทำเรื่องเสนอไปยัง ผบช.ก.และ ผบ.ตร.เพื่อพิจารณาสั่งการตามขั้นตอนแล้ว..
ปวีณาสลดหญิงไทยถูกหลอก
สลด ! หญิงไทยถูกขบวนการค้ามนุษย์หลอกไปขายตัวในบาร์เรน รวมทั้งแก๊งต่างชาติผิวดำล่อลวงสาวไทยไปขายเพชรสุดท้ายขู่ฆ่าบังคับขนยาเสพติดข้ามประเทศ แม่วิ่งโร่ร้องปวีณาช่วยลูกสาวด่วน
วันนี้ (4 ธ.ค.) นางหน่อย (นามสมมุติ) มารดาของ น.ส.เอ (นามสมมุติ). อายุ 23 ปี เข้าร้องทุกข์กับ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ขอให้ช่วยเหลือลูกสาวที่ถูกหลอกไปค้าประเวณีที่ประเทศบาร์เรน ขณะนี้ถูกขังอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คุมอยู่ในห้องตลอดเวลาและยังมีหญิงไทยอีกเป็นจำนวนมากถูกขังอยู่เช่นกัน
หลังจากที่ นางปวีณา รับเรื่องราวร้องทุกข์ได้รีบประสานไปยังนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ พร้อมส่งที่อยู่ ของหญิงสาวชาวไทยรายที่ขอความช่วยเหลือไปให้ ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศบาร์เรนให้เข้าช่วยเหลือโดยด่วน เนื่องจากหญิงไทยเหล่านี้กำลังจะถูกโยกย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ
ต่อมาวันนี้เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศบาร์เรนได้แจ้งกลับมายังนางปวีณา ว่า ขณะนี้ได้ช่วยเหลือหญิงไทยได้เรียบร้อยแล้ว จำนวน 21 คน ขณะนี้อยู่ในความดูแลของกระทรวงต่างประเทศ เพื่อรอที่จะส่งตัวกลับ ขณะเดียวกันตำรวจบาร์เรนได้จับกุมผู้เป็นธุระจัดหาที่เป็นคนไทย และชาวบาร์เรนแล้ว
ขณะเดียวกันมีหญิงไทยอายุ 24 ปีถูกหลอกไปประเทศบราซิลบังคับให้ขนยาเสพติด ขู่ฆ่าหากขัดขืน แอบส่งข้อความให้พี่สาวแจ้งนางปวีณาช่วยเหลือด่วนพี่สาว น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี ได้โทรศัพท์มายังมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีเพื่อขอให้นางปวีณาช่วยเหลือน้องสาวที่ถูกชาวต่างชาติผิวดำ ชาวบราซิลที่รู้จักกันในประเทศไทยชักชวนไปขายเพชรที่ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา จึงเดินทางไป แต่เมื่อไปถึงโรงแรมแห่งหนึ่งกลับถูกควบคุมตัวตลอดเวลา และบังคับให้น.ส.บี ขนโคเคนเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งน.ส.บี ได้ปฏิเสธไม่ทำตาม แต่แก๊งผิวดำขู่ว่าให้เวลาคิดก่อนถ้าไม่ยอมทำจะฆ่าทิ้ง จากนั้นน.ส.บี ได้แอบส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือให้พี่สาว ว่าถูกบังคับให้ขนยาเสพติดไม่งั้นจะถูกฆ่าขอให้ช่วยด้วย เมื่อนางปวีณา ได้รับข้อมูลชื่อและสถานที่อยู่ จึงเร่งประสานไปยังนายสุรพงษ์ รมว.ต่างประเทศ และพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการป.ป.ส.เพื่อช่วยเหลือเป็นการด่วน การดำเนินการขณะนี้ นางปวีณาได้ติดต่อกับกระทรวงต่างประเทศและเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศบราซิลเพื่อเร่งช่วยเหลือด่วนแล้ว
อีกราย สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา นางประเสริฐ ภูจักนิล อายุ 43 ปี ชาวกาฬสินธุ์ อาชีพรับจ้าง ได้เข้าร้องทุกข์กับมูลนิธิปวีณาฯว่า ครอบครัวของตนฐานะยากจน ทำให้ลูกสาวชื่อ น.ส.วิไลพร ภูจักนิล อายุ 25 ปี มีญาติชักชวนให้ไปทำงานในบาร์แห่งหนึ่งที่เมืองพัทยา หลังจากนั้นลูกสาวได้เล่าให้ฟังว่ามีชาวต่างชาติผิวดำมาติดพันและชักชวนให้ไปขายเพชรที่ประเทศบลาซิล หลังจากที่ได้ก็พยายามห้ามปรามเนื่องจากกลัวว่าลูกสาวจะถูกหลอกและได้รับอันตราย ลูกสาวก็รับฟังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันพักใหญ่ จนกระทั่งประมาณกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ลูกสาวได้โทรศัพท์มาบอกว่าขณะนี้อยู่ที่ประเทศบลาซิลกับแฟนชาวต่างชาติผิวดำที่เคยเล่าให้ฟัง ซึ่งเดินทางมาได้ 1 อาทิตย์แล้ว หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันลูกสาวได้โทรศัพท์มาหาอีกครั้งแล้วบอกว่าแฟนหนุ่มจะให้เดินทางกลับเมืองไทยแต่จะต้องขนกระเป๋าเดินทางซึ่งไม่รู้ว่าสิ่งของข้างในเป็นอะไรพยายามสอบถามแฟนหนุ่มแต่ไม่ยอมบอก โดยลูกสาวบอกอีกว่าจะขึ้นเครื่องบินที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิลและถึงเมืองไทยในเช้าวันจันทร์ต้นเดือนพ.ย.หลังจากนั้นก็เฝ้ารอวันที่ลูกสาวจะเดินทางกลับมาหา แต่ปรากฏว่าลูกสาวไม่กลับมาตามที่บอกไว้ และได้พยายามติดต่อแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงออกสืบเสาะข่าวคราวจากเพื่อนของสูกสาวที่ทำงานอยู่พัทยา แต่ไม่มีใครได้รับการติดต่อกับลูกสาวเลย จึงเดินทางเข้าร้องทุกข์กับนางปวีณา เพื่อขอให้ช่วยติดตามตัวลูกสาวกลับด้วย
นางปวีณา กล่าวว่า ขณะนี้ขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติได้เข้ามาระบาดในประเทศไทยอย่างมากโดยแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวและหลอกหญิงไทยเดินทางไปต่างประเทศบังคับค้าประเวณี บังคับขนยาเสพติด จึงอยากให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เข้มงวดเรื่องการเข้า ออกของชาวต่างชาติ ตรวจสอบแบล็คลิสต์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เข้า ออกปีละหลายๆ ครั้งควรให้ตำรวจสันติบาลติดตามพฤติกรรมขณะอยู่ในประเทศไทย สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อย่ายึดติดกับปริมาณนักท่องเที่ยวควรให้ความสำคัญกับคุณภาพนักท่องเที่ยวและทำงานใกล้ชิดกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และขอประชาสัมพันธ์หญิงไทยอย่าเชื่อใจคนง่ายแม้คนไทยด้วยกันเองถึงจะสนิทกันก็ตาม หากชักชวนไปทำงานต่างประเทศเพราะจากสถิติที่มูลนิธิปวีณาฯรับเรื่องราวร้องทุกข์ปรากฏว่าหญิงไทยที่ถูกหลอกไปยังต่างประเทศรูปแบบกระบวนการค้ามนุษย์มากที่สุดคือประเทศบาร์เรน มาเลเซีย เซาท์แอฟริกา อินโดนีเซีย และล่าสุดที่ถูกหลอกขนยาเสพติดที่ประเทศบราซิล
ชายคลั่งใช้มีดแทงตัวเองเอง กลางสถานีรถไฟหัวลำโพง
หนุ่มนิรนามใช้มีดแทงท้องและลำคอตัวเองกลางสถานีรถไฟหัวลำโพง ตร.มึนยังไม่รู้สาเหตุ
เมื่อตอนเที่ยงวันนี้ (4 ธ.ค.) ร.ต.ต.ประกาศชัย แก้วก่า ร้อยเวร สน.นพวงศ์ กก.1.บก.รฟ รับแจ้งเหตุชายใช้มีดทำร้ายตัวเอง บริเวณที่พักผู้โดยสารหน้าหน่วยบริการตำรวจรถไฟภายในสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ประจำสถานีรถไฟกรุงเทพ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู พบชายอายุประมาณ 35 ปี ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาว นุ่งกางเกงยีนส์สีฟ้า นั่งก้มหน้าจมกองเลือด มีบาดแผลที่ท้อง 2 แผล ลำคอ 1 แผล ใกล้กันพบมีดปลายแหลมยาว 15 ซม. 2 เล่ม มีคราบเลือดติดอยู่ จึงรีบช่วยเหลือนำส่งรพ.กลางอย่างเร่งด่วน ตรวจสอบภายในตัวชายดังกล่าวพบตั๋วรถไฟ 2 ใบ เดินทางไปหาดใหญ่ เที่ยววันที่ 4 ธ.ค. เวลา 13.00 น. และอีกใบเดินทางจากสถานีแก่งคอย จ.สระบุรี มากรุงเทพฯ เที่ยว วันที่ 3 ธ.ค. เวลา 08.40 น. และเงินสด 80 บาท แต่ไม่พบเอกสารระบุว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน
จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ได้ความว่า เห็นชายดังกล่าวเดินมาจากทางเข้าแล้วมาก้มลงกราบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรงบริเวณกลางลานที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธมีดแทงเข้าที่ท้องและลำคอ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากความเครียด อย่างไรก็ตามต้องรอให้ผู้บาดเจ็บอาการดีขึ้นก่อนเพื่อจะสอบสวนปากคำหาสาเหตุที่ทำร้ายตัวเองครั้งนี้ต่อไป...
จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ได้ความว่า เห็นชายดังกล่าวเดินมาจากทางเข้าแล้วมาก้มลงกราบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรงบริเวณกลางลานที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธมีดแทงเข้าที่ท้องและลำคอ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากความเครียด อย่างไรก็ตามต้องรอให้ผู้บาดเจ็บอาการดีขึ้นก่อนเพื่อจะสอบสวนปากคำหาสาเหตุที่ทำร้ายตัวเองครั้งนี้ต่อไป...











