ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

  • ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

    ซ่อมคอมถึงบ้าน,ซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงบ้าน,ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์ นอกสถานที่,วางระบบอินเตอร์เน็ต,วางระบบแลน,ระบบเน็คเวิร์ค,เขียนโปรแกรมเว็บไซด์,ดูแลคอมพิวเตอร์แบบรายเดือน-รายปี,พร้อมบริการด้านไอทีจ่าย. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • หากคุณกำลังมองหาสถานที่ รับซ่อมคอมถึงที่

    ราคือหน่วยรับซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน บริษัท ห้าง ร้าน สถานสงเคราะห์ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ เราจะไปบริการซ่อมให้ในราคาสุดประหยัด ถูกกว่ายกไปซ่อมที่ห้างหรือร้านซ่อมแน่นอน เนื่องจากทางร้านของเราไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ จึงสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ได้. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • www.becomz.com ให้บริการถึงที่

    บริการซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ โดยไม่ต้องยก เครื่องคอมให้เหนื่อย หรือ เสียเวลา การทำงานของคุณ เรา คือ ทางออกสำหรับคุณ ที่จะไป บริการถึงบ้าน ที่บ้าน หรือ อ๊อฟฟิต ( office ) และ คอนโด อาพาทเม้น ทุกสถานที่ พร้อม ทั้ง ให้ บริการซ่อมคอมพิวเตอร์ 24 ชั่วโมง สำหรับ ลูกค้าบางท่านที่สะดวก. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • ค่าบริการ

    – ซ่อมโปรแกรม แก้ปัญหาด้านโปรแกรมทั่วไป เครื่องละ 500 บาท – ลง Driver 300 บาท ซ่อมปกติเป็น 1000 บาท – อะไหล่เสีย จะแจ้งราคาอะไหล่ก่อนซ่อม (ลูกค้าสามารถจัดหาอะไหล่เองได้) เพื่อความมั่นใจ ซ่อมเสร็จเรารับประกันซอฟเเวร์ 7วัน พร้อมให้คำแนะนำ และบริการหลังซ่อม ตลอดการรับประกันน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • รับซ่อมทุกปัญหา โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

    – บริการอัพเกรดเครื่อง แก้ปัญหาเครื่องช้า รวนบ่อย ค้างบ่อย – บริการติดตั้ง แก้ปัญหา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบแลน-อินเตอร์เน็ต – บริการลงวินโดว์, ลงโปรแกรม, แก้ไวรัส, แก้ปัญหาต่างๆ – บริการฝากซ่อม-เคลม อะไหล่คอมฯ และสินค้าไอที ทุกชนิด – บริการจัดสเป๊คเครื่อง จัดชุดคอมมือ1-2 พร้อมใช้งาน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • รับซ่อมทุกปัญหา โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

    บริการติดตั้ง แก้ปัญหา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบแลน-อินเตอร์เน็ต – บริการลงวินโดว์, ลงโปรแกรม, แก้ไวรัส, แก้ปัญหาต่างๆ – บริการฝากซ่อม-เคลม อะไหล่คอมฯ และสินค้าไอที ทุกชนิด – บริการจัดสเป๊คเครื่อง จัดชุดคอมมือ1-2 พร้อมใช้งาน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

WEBSITE DESIGN TEL 095-954-4524

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พายุฝนถล่มบังกลาเทศ ตายแล้ว 24 ศพ


วันนี้ ( 12 ต.ค. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศว่า เกิดพายุฝนตกกระหน่ำต่อเนื่องบริเวณพื้นที่ตามแนวชายฝั่งอ่าวเบงกอล ของบังกลาเทศ ตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดี คร่าชีวิตประชาชนแล้วอย่างน้อย 24 ศพ และมีชาวประมงสูญหายอีกนับสิบราย
เจ้าหน้าที่หน่วยเรือยามชายฝั่ง และชาวประมงในบริเวณใกล้เคียง ออกเรือร่วมกันค้นหาผู้สูญหายอย่างสุดความสามารถ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถกู้ศพผู้เสียชีวิตได้อีก 7 ศพในเมืองโบลา, ฮาเตีย และจิตตะกอง ทางตอนใต้ของประเทศ ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิต ณ เวลานี้ อยู่ที่ 24 ศพ
นอกจากอิทธิพลของพายุฝน และลมกระโชกแรงจะสร้างความเสียหายให้กับที่อยู่อาศัยของประชาชนหลายพัน หลังคาเรือนแล้ว ยังส่งผลให้กระแสไฟฟ้าถูกตัดขาด เนื่องจากมีต้นไม้หักโค่นลงมาทับเสาไฟฟ้า และกีดขวางตามท้องถนน เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังขนย้ายออกเป็นการด่วน โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอยู่ทางตอนใต้ของกรุงธากา ซึ่งมีรายงานพบผู้บาดเจ็บกว่า 100 ราย
ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเร่งออกแจกจ่ายอาหารแห้ง น้ำดื่ม และอุปกรณ์ยังชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว.
Share:

คลิปฮา เมื่อเด็กหิวและง่วงพร้อมกันอะไรจะเกิดขึ้น?!?!


คลิปต่อไปนี้รับรองว่าเมื่อได้ชมแล้ว ท่านจะต้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้กับความน่ารักของเด็กทั้งสองเป็นแน่

ใครว่าเป็นเด็กแล้วสบาย สองหนูน้อยฝาแฝดจากในคลิปคงไม่เห็นด้วย เพราะเมื่อความหิวกับความง่วงเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งคู่ก็เลยลำบากลำบนอย่างที่เห็น

หลังจากภารกิจช่วงเช้าอันแสนเหน็ดเหนื่อย ทั้งเล่นน้ำ, ก่อปราสาททราย หนูน้อย "เอ็มเจ" และ "เอเจ" ฝาแฝดเพศชายวัยเกือบ 2 ขวบ ของคุณแม่ "Johanne Stetka" ก็รู้สึกหิว คุณแม่จึงพามานั่งกินสปาเก็ตตี้ที่ร้านอาหาร แต่เพราะความเมื่อยล้าส่งผลให้ความง่วงมาเยือนทั้งๆ ที่ยังกินอยู่ ทั้งคู่ก็เลยเป็นแบบที่เห็น คือนั่งสัปหงก โงนเงนไปมา แต่มือก็ยังหยิบเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปาก แล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ทั้งๆ ที่ตาแทบจะลืมไม่ขึ้นแล้ว ทำให้มือและปากเลอะเทอะไปหมด จนสุดท้ายความง่วงก็เป็นฝ่ายชนะ ฝาแฝดเลยหลับคาจานอาหารซะอย่างนั้น

เรื่องนี้พิสูจน์ข้อสงสัยหนึ่งได้เป็นอย่างดีว่า หากเราหิวและง่วงพร้อมกันแล้ว ความรู้สึกใดจะเป็นฝ่ายชนะ!! รับชมความฮาแต่น่ารักของเด็กทั้งคู่กันได้เลย.
Share:

พบปลาหมอสี มีลายคล้ายเลขไทย ชาวบ้านแห่ตีเลขเด็ด


วันนี้ (12 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ที่ร้านขนมจีนบุญนาค ตั้งอยู่ซอยข้างธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาพิษณุโลก เลขที่ 811/25 ถนนพิชัยสงคราม ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก ได้เลี้ยงปลาหมอสี มีลายเป็นเลขไทยข้างตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ชาวบ้านทราบข่าวเชื่อว่าเป็นปลานำโชค แห่ขอเลขเด็ดกันเป็นจำนวนมาก จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ
เมื่อไปถึงพบว่าหน้าร้านเปิดเป็นร้านขายขนมจีนน้ำเงี้ยว มี นายยู โฉมแดง อายุ 60 ปี  อดีตข้าราชการป่าไม้ที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของร้านขนมจีน กำลังยุ่งกับการ ขายของอยู่หน้าร้านก่อนจะพาผู้สื่อข่าวไปชมปลาหมอสีตัวดังกล่าวซึ่งเลี้ยง ไว้ในตู้ปลาชั้น 2 ของตัวอาคาร
โดย นายยู เปิดเผยว่า ได้ปลาดังกล่าว มาจากเพื่อนรุ่นน้องเมื่อประมาณ 1 ปี  ใส่ตู้เลี้ยงไว้ตามปกติ จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้นำปลาออกมาจากตู้เพื่อจะล้างตู้ปลาและสังเกตว่าปลายที่ข้างตัวปลาหมอสี ดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเลขไทย "๕0" และเลขไทย "0๔" จากนั้นตนได้บอกเพื่อนๆต่างแห่กันมาดูมากกมายเชื่อว่าปลาตัวดังกล่าวน่าจะมา ให้โชคลาภกับครอบครัวตนเอง
เมื่อสอบถามว่า หากมีคนมาขอซื้อแล้วให้ราคาที่สูงจะขายหรือไม่ นายยู กล่าวทันทีว่า ไม่ขายเด็ดขาด เพราะเลี้ยงดูมาตลอดปีกว่า รู้สึกผูกผันไม่อยากขายสิ่งที่ตนเองรัก อย่างไรก็ตามหลังจากชาวบ้านที่ทราบข่าวว่าปลาหมอสี ของตนเอง มีเลขติดที่ลำตัว ต่างมาขอดูกันเป็นจำนวนมาก.
Share:

ทลายเครือข่ายยาบ้าจากเรือนจำบางขวาง


วันนี้ (12 ต.ค.) ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.กรเอก เพชรไชยเวส ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูวดิท ชนะคชภัทร์ รองผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา , พ.ต.อ.สุเทพ ชนะสิทธิ์ ผกก.กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา , พ.ต.ต.พิภพ นาพุทรา สว.กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และ ชุดปฎิบัติการปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม นายนฤนาท หรือไก่ มัชมณฑล อายุ 29 ปี , น.ส.นิภาพร หรือเมย์ อิ่มพงศ์ อายุ24 ปี  , นายสมควร หรือไก่ รื่นเพียร อายุ 29 ปี , นายอนุสรณ์ หรือเอ เกียรตินิยกฤต อายุ 27 ปี , นายนภดล หรือโจ้ วารีร้อย  อายุ 29 ปี และ นายสุทัศน์ หรือทัศน์ สุขสวัสดิ์ อายุ31 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้า10,092 เม็ด ยาไอซ์439.34  กรัม และ ยังยึดทรัพย์ ตามพรบ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามยาเสติด เป็นรถยนต์เก๋งจำนวน 3 คัน รถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน รวมทรัพย์สินมูลค่า 3 ล้านบาท
พล.ต.ต.กรเอก กล่าวว่าผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นเครือข่ายยาเสพติดที่มีการสั่งซื้อยาบ้าและยา ไอซ์มาจากเรือนจำ โดยมีนายธีระกร หรือเอก ให้การรับสารภาพว่ามีหน้าที่เก็บรักษาและจำหน่ายยาบ้ายาไอซ์ให้กับ ลูกค้า โดยยาเสพติดทั้งหมดเป็นของนักโทษชายชื่อเต้ ไม่ทราบชื่อ นามสกุลจริง ในเรือนจำบางขวาง ซึ่งจะรับคำสั่งจากนายเต้ ทางโทรศัพท์ในการไปรับยาบ้ามาจำหน่าย และโอนเงินเงินค่ายาบ้าเข้าบัญชีเงินที่นายเต้ ให้ไว้  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฎิบัติการปราบปรามยาเสพติดของ ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา  ได้แกะรอยเครื่อข่ายยาเสพติดนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จึงทำการวางแผนจับกุมเครื่อข่ายดังกล่าวได้ทั้งหมด ส่วนตัวผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่อยู่ในเรือนจำจะดำเนินการขยายผลต่อ ไป
Share:

ตำรวจเมืองกาญจน์รวบตัว"แก๊งหมวกกันน็อค"ปล่อยเงินกู้เก็บดอกโหด


วันนี้ (12 ต.ค.) พล.ต.ต.กมลสันต์ กลั่นบุศย์  ผบก.ตร.ภ.จ.กาญจนบุรี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนว่า มีแก๊งค์หมวกกันน๊อคปล่อยเงินกู้รายวัน และเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นแก๊งหมวกกันน็อคจาก จ.อุทัยธานี พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชัยพฤกษ์ หมู่ที่ 8 ต.แก่งเสี้ยน อ.เมืองกาญจนบุรี จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.ภัทรชัย กอสนาน ผกก.กสส.ภ.จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.เวช พิสูตร รอง ผกก.ฯ และ  พ.ต.ต.กาจภณ ปฐมัง สว.ก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี ดำเนินการสืบสวนจับกุมตัวมาดำเนินคดี  โดยขอหมายศาลจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้าทำการตรวจค้น จับกุมกลุ่มผู้ต้องหา จนภายหลังสามารถจับกุมตัว นายเจษฎา รจนากิจ อายุ 30 ปี พร้อมกับพวกรวม 11 คน พร้อมของกลางเป็นสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้า และสมุดหมายเลขโทรศัพท์ลูกค้า 

โดย พ.ต.ต.กาจภณ ปฐมัง สว.กสส.ภ.จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งหมด 11 คนให้การรับสารภาพว่า  ส่วนใหญ่เป็นคนจ.อุทัยธานี  และรวมตัวมาเช่าบ้านพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าว ได้ประมาณ 2 ปีเศษ ทำธุรกิจปล่อยเงินกู้รายวันในเขต อำเภอเมือง ,พนมทวน,กาญจนบุรี, เพราะเห็นว่าจังหวัดกาญจนบุรี มีคนเดือดร้อนเรื่องเงินกู้มาก เลยตามกันมาโดยจะเก็บอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 บาท ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยปล่อยให้กู้ลูกค้าคนละ 1,000 บาท และเก็บดอกเบี้ยเป็นรายวันวันละ 50 บาท เป็นเวลา 24 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,200 บาท เท่ากับคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 บาทต่อเดือน บางครั้งก็มีการข่มขู่จะทำร้ายร่างกาย สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก จึงจับกุมตัวมาดำเนินคดี  พร้อมนำส่ง พนักงานสอบสวน  สภ.เมืองกาญจนบุรี ดำเนินคดีในข้อหา เรียกเก็บดอกเบี้ยเกิดกว่าที่กฎหมายกำหนด.
Share:

เมือง"สองแคว"คึกคักรับเทศกาลกินเจไม่หวั่นราคาผักแพง


วันนี้ (12 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานเทศกาลถือศีลกินเจของจ.พิษณุโลก ว่า ตามตัวเมืองพิษณุโลกเริ่มประดับธง และป้ายเชิญชวนประชาชนรับประทานอาหารเจ ไปทั่วท้องถนน สำหรับเทศกาลกินเจปีนี้แม้ดูบรรยากาศจะคึกคัก แต่เมื่อสอบถามทางโรงเจพบว่า ปีนี้ จะทำอาหารเจ ให้บริการเท่าเดิม แม้เศรษฐกิจที่ซบเซา และราคาผักที่แพงขึ้น
โดย เจ้าหน้าที่มูลนิธิประสาทบุญสถาน กล่าวว่า ทุกปีทางโรงเจมูลนิธิประสาทบุญสถานพิษณุโลก จะจัดงานกินเจเพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมลด ละ เลิก บริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพ และสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวช่วงประเพณีกินเจ เป็นการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีกินเจของชาวไทยเชื้อสายจีน และส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย พร้อมทั้งเปิดบริการให้ประชาชนมารับประทานอาหารเจที่มูลนิธิอีกด้วย แต่ในปีนี้แม้ราคาผักที่แพงก็ยังทำอาหารเจในปริมาณเท่าเดิม และอาจเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ต้องดูปริมาณประชาชนที่มารับประทาน
ในส่วนของร้านอาหารเจต่างๆ ก็เริ่มมีการเตรียมหาซื้ออาหาร ผัก และเครื่องปรุง อาหารแห้ง ที่ใช้ในการทำอาหารเจ มาเตรียมไว้จำหน่าย  โดยปีนี้จะทำอาหารหลากหลายชนิดเหมือนเดิม แต่ราคาผักที่แพงขึ้นอาจมีการปรับจำนวนน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังจะขายในราคาเท่าเดิม
สำหรับราคาคาผักสดที่วางขายในตลาดร่วมใจ ตลาดสดเทศบาล 6 อ.เมือง จ.พิษณุโลก พบว่า มีผักสดหลายชนิด ได้ปรับราคาสูงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับช่วงปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา อาทิ ผักคื่นช่าย จำหน่ายราคากก.ละ 220 บาท จากเดิมจำหน่ายกก.ละ 180 บาท ต้นหอม กก.ละ80 บาท จากเดิมราคากก.ละ 50-60 บาท ส่วนบางตัวได้ปรับราคาขึ้นสูงและขยับราคาลงแล้ว ได้แก่ ผักคะน้า กก.ละ 50 บาท จากเดิมกก.ละ 60 บาท ผักชี ราคากก.ละ 120 บาท จากเดิมราคา กก.ละ 150 บาท แม่ค้าผักสดในตลาดร่วมใจ เปิดเผยว่า ราคาผักที่ปรับขึ้นลงไม่เกี่ยวกับเทศกาลกินเจที่กำลังจะมาถึง
สาเหตุเนื่องจากการผลิตผักออกสู่ตลาดน้อยลง ในช่วงปลายฤดูฝนที่ฝนลงหนัก ผักจากแหล่งผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง เป็นวัฏจักรของราคาผักสดที่เป็นประจำทุกปี หลังจากนี้เมื่อฝนทิ้งช่วงแล้ว ผักจากแหล่งผลิตจะออกสู่ตลาดมากขึ้น และราคาก็จะปรับตัวลดลงต่อไป
Share:

หนุ่มใหญ่เมืองเบียร์สุดดีใจ-พบภรรยายอมเซ็นให้ลูกไปอยู่ด้วย


จากกรณี นายสเตฟาน วาร์กเนอร์ อายุ 42 ปี หนุ่มใหญ่ชาวเยอรมัน อุ้มลูกวัย 1 ขวบคือ ด.ช.อันตอน วาร์คเนอร์ ออกตามหาภรรยา เพื่อให้เซ็นชื่ออนุญาตให้นำลูกชายกลับไปอยู่ต่างประเทศด้วย จนระหกระเหินไปอยู่ที่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา จนตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยทราบข่าวได้เดินทางไปประสานงานกับ สถานทูตเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการส่งนายสเตฟานและลูกกลับไปยังประเทศ เยอรมัน ขณะเดียวกันก็ได้ติดต่อกับภรรยาของนายสเตฟานได้ โดยยินดีที่จะไปเซ็นชื่อให้ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้า วันนี้ (12 ต.ค.) ที่สำนักงานตำรวจท่องเที่ยว จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.ท.ฉัตรามนตรี มหาพชราอรุณใหม่ สว.ทท.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย ร.ต.ต.เอกณกร ธารารมย์ รองสว. และจนท.ตำรวจ ได้รับตัวนายสเตฟาน และลูกชายกลับมาจากสถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทย โดยได้มีการนำข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงนายสเตฟานและลูก ขณะเดียวกันยังมีพระครูเกษมจันทวิมล หรืออาจารย์แดง เจ้าอาวาสวัดป้อมรามัญ ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา มาทำการปะพรมน้ำมนต์ให้ด้วย  

ร.ต.ต.เอกณกร เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ได้พานายสเตฟานและลูกไปยังสถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทย เพื่อทำเรื่องกลับประเทศ โดยมีภรรยาของนายสเตฟานที่ได้รับการประสานงานจากตำรวจท่องเที่ยว ไปรอเซ็นชื่อมอบลูกให้นายสเตฟาน โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ แต่ทางสถานทูตแจ้งว่ายังไม่สามารถที่จะนำเด็กกลับไปด้วยได้ เนื่องจากต้องรอให้ศาลมีคำสั่งก่อน ซึ่งระหว่างรอนั้นนายชัช ตลาดไท เจ้าของตลาดนัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับเป็นผู้ดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยเอง นอกจากนี้ตำรวจท่องเที่ยวได้ประสานไปยัง ร.ร.สอนภาษาที่ พัทยา เพื่อขอรับหนังสือเดินทาง ซึ่งก่อนหน้านี้นายสเตฟานอยากที่จะสื่อสารภาษาไทย เพื่อตามหาภรรยา จึงได้ไปเรียนภาษา โดยต้องเสียเงิน 24,000 บาท แต่เงินไม่พอได้นำหนังสือเดินทางไปค้ำเอาไว้ และเอาเงินไปให้ไว้ 10,000 บาท ซึ่งตำรวจท่องเที่ยวประสานไปแล้ว เพื่อที่จะนำเงินไปจ่ายขอรับหนังสือเดินทางมาให้นายสเตฟาน ซึ่งเป็นเรื่องโชคดีที่ทาง ร.ร.สอนภาษา ได้ยอมที่จะคืนหนังสือเดินทางให้ และไม่คิดเงินที่เหลือ จากนี้ไปก็จะต้องหารือว่าหากศาลมีคำสั่งเรื่องลูกของนายสเตฟานแล้ว จะหาค่าเครื่องบินจากไหนให้กับนายสเตฟานได้กลับประเทศ

ด้านนายสเตฟาน กล่าวว่ารู้สึกดีใจที่คนไทยมีน้ำใจ โดยเฉพาะตำรวจท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่ช่วยเหลือเต็มที่หากกลับไปแล้ว ก็จะไม่ลืมประเทศไทยและตำรวจไทยเลย นายสเตฟานเปิดเผยถึงชีวิตที่ไม่คาดฝันว่า เดินทางเข้ามาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อปี 2549 เพื่อเยี่ยมคุณตาที่ไม่สบายนอนอยู่ที่รพ.กรุงเทพพัทยา และได้พบกับสาวไทยอายุ 18 ปีแม่ของด.ช.อันตอน และคบหากัน จนกระทั่งคุณตาของตนเสียชีวิต ได้มอบเงินที่เป็นมรดกให้ 11 ล้านบาท ตนจึงนำไปปลูกบ้านให้กับแม่ของภรรยา 2 ล้าน ซื้อรถยนต์ 1.5 ล้านบาท และใช้จ่ายอยู่ในพัทยา จนกระทั่งไปอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี กับภรรยา เมื่อภรรยาคลอดลูกได้ 4 เดือนก็หายไป เงินที่มีอยู่ก็หมดลง จึงถูกแม่ยายไล่ออกจากบ้านพร้อมลูก แล้วไปตามหาภรรยาที่พัทยา จนมาอยู่ที่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา แล้วมาได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว ตอนนี้อยากที่จะกลับบ้านที่เยอรมัน เพื่อพบญาติๆและหาเงินเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดต่อไป
Share:

ม็อบมันมั่นใจศาลรธน.รับคำร้องชะลอโครงการรับจำนำ


วันที่  (12 ต.ค. ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกคำร้องกรณีที่อาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยื่นเรื่องขอให้พิจารณาระงับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลก่อน โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า อยู่นอกเหนืออำนาจศาลและผู้ร้องยังมิใช่เป็นบุคคลซึ่งถูกถูกละเมิดสิทธิ เสรีภาพ อันสืบเนื่องมาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าตามหลักเกณฑ์ มาตรา 212
ในส่วนของการเคลื่อนไหวของสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้มีการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 4 ต.ค. เพื่อให้มีการพิจารณาระงับโครงการรับจำนำมันสำปะหลังของรัฐบาลออกไปก่อนเช่น เดียวกันนั้น นายธีรชาติ เสยกระโทก เลขาธิการสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงความมั่นใจว่าในส่วนของการยื่นเรื่องยับยั้งโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ของรัฐบาลนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่วินิจฉัยซ้ำรอยการยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวอย่างแน่นอน เนื่องจากกลุ่มผู้ร้องนั้นเป็นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อโครงการดัง กล่าว ซึ่งเชื่อว่าในกรณีของโครงการรับจำนำมันสำปะหลังจะต้องมีการพิจารณาให้ชะลอ หรือยับยั้งโครงการจนกว่าโครงการรับจำนำมันสำปะหลังจะมีข้อสรุปที่เกิด ประโยชน์เป็นที่พอใจของเกษตรกรอย่างแน่นอน

นายธีรชาติ เสยกระโทก เลขาธิการสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกลุ่มสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังยังให้แกนนำเดินหน้าลงพื้นที่ชี้แจงทำ ความเข้าใจกับทางเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งทั่วประเทศให้ได้รู้ถึงผล เสียของโครงการรับจำนำมันสำปะหลังฤดูกาลผลิต ปี 2555/2556 ที่กำลังจะมีการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทางสมาคมเห็นว่าราคารับจำนำมันสำปะหลัง ที่ทางคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์เตรียมนำเสนอ ครม.นั้นต่ำกว่าราคาท้องตลาด ซึ่งหากมีการเริ่มโครงการรับจำนำแล้วอาจจะเป็นทำให้ผู้ประกอบการโรงแป้งลาน มันถือโอกาสกดราคามันสำปะหลังให้ต่ำลงกว่าที่เป็นอยู่ซึ่งจะส่งผลเสียกับ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง รวมถึงหลักเกณฑ์การจ่ายราคารับจำนำนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายส่วน ซึ่งมองแล้วเป็นการพยายามเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการมากกว่าเกษตรกร

โดยเฉพาะการเพิ่มราคาค่าแปรสภาพมันสำปะหลังให้กับโรงแป้ง แต่กลับปรับลดราคารับจำนำมันสำปะหลังจากโครงการรับจำนำมันสำปะหลังฤดูกาล ผลิต ปี 2554/2555 ราคารับจำนำเริ่มต้นที่ 2.75 บาทต่อกิโลกรัมและเพิ่มขึ้นเดือนละ 5 สตางค์ แต่ปีนี้ให้เริ่มต้นที่ 2.5 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งที่ในปีนี้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปรับสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ดังนั้นทางสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงไม่เห็นด้วยต่อ หลักเกณฑ์การรับจำนำดังกล่าว และยืนยันว่าจะต้องได้ราคารับจำนำเริ่มต้นที่ 2.75 บาท เช่นเดิมเหมือนปีที่ผ่านมาและปรับราคาขึ้นเดือนละ 5 สตางค์ เนื่องจากราคาตลาดปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.80 บาท ต่อกิโลกรัม แต่หากไม่ได้ตามข้อเรียกร้องก็จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณาบังคับให้ รัฐบาลชะลอหรือยกเลิกโครงการรับจำนำในปีนี้ไปเสีย แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องทางกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่ว ประเทศก็จะรวมตัวใช้มวลชนเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลต่อไป
Share:

ม็อบโรงเหล้าบุกสรรพสามิตภาค3 เหตุไม่จำหน่ายอากร


วันนี้ (12 ต.ค.) ที่ สำนักงานกรมสรรพสามิตภาคที่ 3 เขตเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม อ.เมือง นครราชสีมา นางกรรณลิกา  เชยพุดซา อายุ 38 ปี แกนนำเครือข่ายผู้ประกอบการสุรากลั่นชุมชนตำบลพุดซา อ.เมือง นครราชสีมา พร้อมผู้ประกอบการ ฯ และตัวแทนคนงานโรงงานผลิตสุรา จำนวนกว่า 150 คน รวมตัวกันประท้วง กรณีเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตในพื้นที่ ไม่จำหน่ายอากรแสตมป์ให้แก่ผู้ประกอบการ โดยอ้างว่าต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพน้ำสุราจากเจ้าหน้าที่เสียก่อน ตามนโยบายของผู้อำนวยการสรรพสามิตภาคที่ 3 ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับความเดือดร้อน ทำให้ผลิตภัณฑ์สุรา ที่ผลิตในวันนี้ จำนวนกว่า 1 แสนขวด ไม่สามารถนำส่งจำหน่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยกลุ่มผู้ชุมนุม รวมกลุ่มกันยืนถือป้ายข้อความ โจมตีกรมสรรพสามิต นอกจากนี้มีบรรดาแนวร่วมเครือข่าย ฯ ส่วนหนึ่งพยายามปีนป่ายข้ามรั้วประตูเหล็กบริเวณทางเข้าด้านหน้า เนื่องจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสำนักงาน ฯ ได้ปิดไว้  ตลอดเวลา ต่อมานางนันทรา  อินเงิน ผู้อำนวยการ สนง.กรมสรรพสามิตภาคที่ ได้เชิญตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม จำนวน 10 คน เข้าประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา

ด้าน นางกรรณลิกา  เชยพุดซา แกนนำเครือข่ายผู้ประกอบการ ฯ เปิดเผยหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ว่า แรกเริ่มรัฐบาลได้มีนโยบายให้เปิดเสรีสุราชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้ ปัจจุบัน ในพื้นที่ตำบลพุดซา อ.เมือง นครราชสีมา มีผู้ประกอบการผลิตสุราขาว 40 ดีกรี จำนวน 50 ราย แต่ละรายมีการจ้างแรงงานไม่ต่ำกว่า 10 คน ดำเนินกิจการมานานกว่า 10 ปี กำลังผลิตเฉลี่ยวันละ 1 แสนขวดต่อวัน ที่ผ่านมามีการสุ่มตรวจคุณภาพจากกรมสรรพสามิตมาโดยตลอด  จนกระทั่งวันนี้บรรดาผู้ประกอบการ ไม่สามารถซื้ออากรแสตมป์ได้ตามปกติ โดยเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่า ต้องผ่านการตรวจมาตรฐานเครื่องตรวจวัดคุณภาพน้ำสุราของกรม ทั้งที่ได้มีการผลิตสุรามาก่อนหน้าแล้ว และ ก่อนหน้าก็มีการสุ่มตรวจอยู่เป็นระยะ จึงทำให้ไม่สามารถนำสุราออกจำหน่ายได้ และเกิดความเดือดร้อนขึ้นจะรวมตัวประท้วงดังกล่าว

ด้านนางนันทา อินเงิน  ผอ.สนง.สรรพสามิตภาคที่ 3 กล่าวชี้แจงว่า สาเหตุเกิดจาก เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจเป็นการเข้าใจในการรับมอบนโยบายเกี่ยวกับเรื่องเงื่อนไขการจัด จำหน่ายอากรแสตมป์ คลาดเคลื่อน ซึ่งขณะนี้ได้ชี้แจงให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้ว และให้ขายอากรแสตมป์ให้ผู้ประกอบการไปก่อน
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจโรงงานกลั่นสุรากว่า 100 แห่ง ใน จ.นครราชสีมา พบว่าในพื้นที่ ต.พุดซา อ.เมือง นครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งโรงงานกลั่นสุราชุมชนที่ใหญ่ที่สุด ยังมีโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพตามที่กำหนด จำนวน 10 แห่ง ซึ่งขณะนี้ได้มีการแจ้งให้ดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามระเบียบ

ต่อจากนี้ไปจะมีการกวดขันตรวจสอบคุณภาพน้ำสุราของผู้ประกอบการ ให้ได้มาตรฐาน หากไม่ได้มาตรฐาน จะไม่มีการจำหน่ายอากรแสตมป์อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของสรรพสามิตภาคที่ 3 นั้นได้กำหนดเงื่อนไข มาตรการต่างๆ ในการส่งเสริมผู้ประกอบการมีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้บริโภคด้วย มิได้จ้องแสวงหาข้อผิดพลาดจากผู้ประกอบการ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องแต่อย่างใด เบื้องต้นได้บรรเทาปัญหาโดยเปิดจำหน่ายอากรแสตมป์ให้ผู้ประกอบการตามปกติ  เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับทราบข้อมูล และผลการประชุม ก็ต่างพึงพอใจ และพากันแยกย้ายเดินทางกลับด้วยความเรียบร้อย ไม่มีความรุนแรง หรือความวุ่นวายแต่อย่างใด
Share:

นายกสมาคมภริยาทหารเรือรับมอบ"อีเอ็มบอล"ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย


วันนี้ (12 ต.ค. 55) ที่ทำการสมาคมภริยาทหารเรือ กรุงเทพ ฯ นางพรจิตต์ หรุ่นเริงรมย์ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ รับมอบ EM Balls และ น้ำหมักชีวภาพ จำนวน 750 ชุด จากพลเรือตรี นพดล สุภากร ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา
ภายหลัง พลเรือตรี นภดล สุภากร ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ กล่าวว่า ประเทศไทยมีภาวะฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ในเดือน ก.ย.55 ที่ผ่านมานั้น ทำให้หลายพื้นที่ของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน เกิดฝนตกหนัก และมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ เนื่องจากการระบายน้ำในหลายพื้นที่มีปัญหา ประชาชนเกิดความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขัง กลายเป็นน้ำเน่าเสียเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มีผลจากภาวะน้ำเน่าเสีย นางพรจิตต์ หรุ่นเริงรมย์ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้ทราบความเดือดร้อนของครอบครัวกำลังพลของกองทัพเรือ ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้ขอรับการสนับสนุน EM Balls และน้ำหมักชีวภาพ จากหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ ต.บ้านพลับ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างเร่งด่วน
Share:

Disqus Shortname

Comments system

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Post Top Ad

คลังบทความของบล็อก

Author Details

Menu - Pages

Business

Random Posts

Recent

Popular

Blog Archive