ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

  • ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

    ซ่อมคอมถึงบ้าน,ซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงบ้าน,ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์ นอกสถานที่,วางระบบอินเตอร์เน็ต,วางระบบแลน,ระบบเน็คเวิร์ค,เขียนโปรแกรมเว็บไซด์,ดูแลคอมพิวเตอร์แบบรายเดือน-รายปี,พร้อมบริการด้านไอทีจ่าย. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • หากคุณกำลังมองหาสถานที่ รับซ่อมคอมถึงที่

    ราคือหน่วยรับซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน บริษัท ห้าง ร้าน สถานสงเคราะห์ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ เราจะไปบริการซ่อมให้ในราคาสุดประหยัด ถูกกว่ายกไปซ่อมที่ห้างหรือร้านซ่อมแน่นอน เนื่องจากทางร้านของเราไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ จึงสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ได้. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • www.becomz.com ให้บริการถึงที่

    บริการซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ โดยไม่ต้องยก เครื่องคอมให้เหนื่อย หรือ เสียเวลา การทำงานของคุณ เรา คือ ทางออกสำหรับคุณ ที่จะไป บริการถึงบ้าน ที่บ้าน หรือ อ๊อฟฟิต ( office ) และ คอนโด อาพาทเม้น ทุกสถานที่ พร้อม ทั้ง ให้ บริการซ่อมคอมพิวเตอร์ 24 ชั่วโมง สำหรับ ลูกค้าบางท่านที่สะดวก. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • ค่าบริการ

    – ซ่อมโปรแกรม แก้ปัญหาด้านโปรแกรมทั่วไป เครื่องละ 500 บาท – ลง Driver 300 บาท ซ่อมปกติเป็น 1000 บาท – อะไหล่เสีย จะแจ้งราคาอะไหล่ก่อนซ่อม (ลูกค้าสามารถจัดหาอะไหล่เองได้) เพื่อความมั่นใจ ซ่อมเสร็จเรารับประกันซอฟเเวร์ 7วัน พร้อมให้คำแนะนำ และบริการหลังซ่อม ตลอดการรับประกันน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • รับซ่อมทุกปัญหา โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

    – บริการอัพเกรดเครื่อง แก้ปัญหาเครื่องช้า รวนบ่อย ค้างบ่อย – บริการติดตั้ง แก้ปัญหา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบแลน-อินเตอร์เน็ต – บริการลงวินโดว์, ลงโปรแกรม, แก้ไวรัส, แก้ปัญหาต่างๆ – บริการฝากซ่อม-เคลม อะไหล่คอมฯ และสินค้าไอที ทุกชนิด – บริการจัดสเป๊คเครื่อง จัดชุดคอมมือ1-2 พร้อมใช้งาน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • รับซ่อมทุกปัญหา โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

    บริการติดตั้ง แก้ปัญหา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบแลน-อินเตอร์เน็ต – บริการลงวินโดว์, ลงโปรแกรม, แก้ไวรัส, แก้ปัญหาต่างๆ – บริการฝากซ่อม-เคลม อะไหล่คอมฯ และสินค้าไอที ทุกชนิด – บริการจัดสเป๊คเครื่อง จัดชุดคอมมือ1-2 พร้อมใช้งาน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

WEBSITE DESIGN TEL 095-954-4524

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ในหลวงฯพระปรอทลด-บรรทมได้ดี


วันนี้ (24 ก.ย.) มีแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 57  ว่า วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 55 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรอทต่ำๆ ช่วงเช้าและขึ้นสูง 38.7 องศาเซลเซียสในตอนบ่ายและกลางคืน ทรงมีพระกรรสะเล็กน้อย
ผลการตรวจพระวรกายการหายพระทัยเร็วขึ้นเล็กน้อย  การเต้นของพระหทัยเร็วขึ้นเล็กน้อย ไม่มีพระอาการเจ็บพระนาภี ผลการตราวจเอกซเรย์พระอุระ (ทรวงอก) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ปรากฎว่าเหมือนเดิม ผลการตรวจพระโลหิต แสดงว่ามีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และได้ทำการเพาะเชื้อในพระโลหิต กำลังรอรายงานผลการตรวจ
คณะแพทย์ฯ จึงได้ขอพระราชทานถวายพระโอสถปฎิชีวนะทางหลอดพระโลหิต เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 55 พระปรอทลดลง เสวยพระกระยาหารและบรรทมได้ดี จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน..
Share:

แถลงการณ์ ฉ.57 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรอทต่ำ-บรรทมดี


แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ ๕๗
วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรอทต่ำๆ ช่วงเช้า และไข้ขึ้นสูง ๓๘.๗ องศาเซลเซียส ในตอนบ่ายและตอนกลางคืน ทรงมีพระกรรสะเล็กน้อย ผลการตรวจพระวรกาย การหายพระทัยเร็วขึ้นเล็กน้อย การเต้นของพระทัยเร็วขึ้นเล็กน้อย ไม่มีพระอาการเจ็บพระนาภี ผลการตรวจเอกซเรย์พระอุระ (ทรวงอก) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography) ปรากฏว่าเหมือนเดิม ผลการตรวจพระโลหิต แสดงว่า มีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และได้ทำการเพาะเชื้อในพระโลหิต กำลังรอรายงานผลการตรวจ

ทางคณะแพทย์ฯ จึงขอพระราชทานถวายพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอดพระโลหิต เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๕ พระปรอทลดลง เสวยพระกระยาหารได้ และบรรทมได้ดี

จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
สำนักพระราชวัง
๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕
Share:

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่58


             เมื่อวันที่ 25 ก.ย.  สำนักพระราชวัง  ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 58 ระบุว่า  วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า อุณหภูมิพระวรกายเป็นปรกติตั้งแต่เมื่อวานนี้ การหายพระหทัยและการเต้นของพระหทัยกลับเป็นปรกติ ความดันพระโลหิตปรกติ ผลการตรวจพระโลหิตติดตามพบว่า พระโลหิตกลับเป็นปรกติ ห้องปฏิบัติการได้รายงานผลการเพาะเชื้อในพระโลหิตเป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง ไม่พบเชื้อแบคทีเรีย พระอาการทั่วไปดี เสวยพระกระยาหารได้มากขึ้น และบรรทมได้ดี
           คณะแพทย์ฯ จึงได้ขอพระราชทานหยุดถวายพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอดพระโลหิต ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
Share:

แห่ชม52เรือพระราชพิธีล้นหลาม



วันนี้ (4 ต.ค.)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพเรือได้จัดการฝึกซ้อมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ในงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน  เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในเดือน พ.ย.นี้   โดยมี พล.ร.ท.พจนา เผือกผ่อง ผู้ช่วยเสนาธิการกองทัพเรือฝ่ายกำลังพล เป็นผู้ควบคุมการฝึกซ้อม   ทั้งนี้ขบวนเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ ถูกลากจูงทวนแม่น้ำเจ้าพระยา จากกรมอู่ทหารเรือ มายังท่าวาสุกรี ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ คือ  เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่ง อนันตนาคราช  เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ และเรือพระที่นั่งเอกชาติภุชงค์  เรือรูปสัตว์ 8 ลำ เรือดั้ง 22 ลำ เรืออื่นๆอีก 18 ลำ และเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ขบวนเรือทั้งหมดจึงซ้อมล่องตามกระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มายังวัดอรุณราชวราม ด้วยความสง่างาม สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างชาติ
              
ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า บรรดาร้านอาหารที่เปิดจำหน่ายบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฟากฝั่ง เริ่มมีการเปิดขายบัตรชมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ในเดือนพ.ย.แล้ว ในราคาตั้งแต่ 300-1,000 บาท เช่นเดียวกับที่ราชนาวีสโมสร ก็มีการเปิดจำหน่ายบัตรด้วยเช่นกัน  อย่างไรก็ตามกองทัพเรือจะมีการฝึกซ้อมย่อยต่อในวันที่ 8,12,19,25,29 ต.ค. นี้  ก่อนจัดซ้อมใหญ่ในวันที่ 2 และ 6 พ.ย. ต่อไป.
Share:

ปีติสมเด็จพระเทพฯเสด็จเยี่ยม3จว.แดนใต้


วันนี้ (24 ก.ย. ) พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4  เปิดเผยว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นห่วงราษฎรในพื้นที่ที่ยังเกิดปัญหาความรุนแรง ทรงเป็นกำลังใจให้ประชาชนทั้งไทยพุทธและมุสลิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จฯแทนพระองค์ไปในการเยี่ยมเยียนราษฎรและติดตามงานในโครงการพระราชดำริใน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 24-26 ก.ย.นี้
โดยเสด็จฯ ที่ จ.สงขลา ก่อนจากนั้นจะเสด็จฯไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี และจ.ยะลา รวมทั้งจะเสด็จฯไปทรงร่วมงานวันสถาปนาค่ายสิรินธร ที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี  ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าด้วย..
Share:

"ในหลวง"รับสั่งปีนี้น้ำท่วมน้อยไม่เหมือนปีที่แล้ว


วันนี้ (1 ต.ค.) เวลา 16.09 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ มายังวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ทรงเป็นประธานแถลงข่าวการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในบรรจุอัฐิธาตุ เครื่องอัตบริขาร ประวัติส่วนตัว และเป็นศูนย์รวมจิตใจแห่งใหม่ของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงรับสั่งว่า ข้าพเจ้าได้รับความไว้วางใจจากพระครูสุดใจ เจ้าอาวาสวัดบ้านตาด ให้มาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ซึ่งข้าพเจ้ามีความพร้อมและยินดีด้วยความเต็มใจเพราะเป็นการแสดงความกตัญญู กตเวทีต่อท่านพ่อ (หลวงตามหาบัว) ให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบถึงคุณงามความดีของท่านพ่อการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ ธรรมเจดีย์ ยึดมั่นแนวทางปฏิบัติของท่าพ่อ คือ ความเรียบง่ายเพื่อที่จะเผยแพร่ประวัติตั้งแต่เกิด และละสังขาร เบื้องต้นได้ประสาน พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ มาร่วมออกแบบอาคารแต่ด้วยท่านติดภารกิจมากจึงไม่ว่าง ทำให้ข้าพเจ้าหันมามองคนใกล้ตัว คือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ให้มาช่วยออกแบบร่วมกับคณะทำงาน ที่แบ่งไว้ 3 ด้าน คือ 1.คณะทำงานฝ่ายวัดป่าบ้านตาด 2.คณะทำงานฝ่ายจังหวัดอุดรธานี และ 3.คณะทำงานฝ่ายออกแบบ ก่อสร้างและศิลปกรรม

โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จอีก 3 ปี เบื้องต้นยังไม่รู้งบประมาณเท่าไหร่อยู่ระหว่างประเมิน แต่มีทุนการก่อสร้างแล้ว โดยข้าพเจ้าบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ประชาชนทั่วไปบริจาคมาแล้วกว่า 85 ล้านบาท และพระอาจารย์อิทธิถวาย วัดป่านาคำน้อย จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงตามหาบัว จะหาเงินมาสมทบทุนอีกราว 50 ล้านบาท ทั้งนี้หากประชาชนสนใจร่วมทำบุญด้วยกัน สามารถติดต่อขอบริจาคผ่านทางบัญชี  มูลนิธิจุฬาภรณ์เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ฯหลวงตามหาบัว ณ วัดป่าบ้านตาด เลขที่บัญชี 229-0-98333-3  แบบสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รับสั่งถึงพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนาง เจ้าฯพระบรมราชินีนาถว่า ทั้งสองพระองค์มีพระอาการที่ดีขึ้นและปลอดภัยแล้ว ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง แต่ที่ยังคงประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช อยู่นั้น เนื่องจากคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาฯจำเป็นต้องติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ในการถวายการรักษานั้นชิ้นใหญ่เคลื่อนย้ายลำบากจึงจำเป็นต้องประทับ ที่โรงพยาบาล

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงรับสั่งถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า หลังจากที่พระองค์รับทราบถึงสถานการณ์น้ำท่วม ทรงนำแผนที่ประเทศมาวางบนพระแท่นเพื่อติดตามดูตลอด ทรงตรวจสอบพื้นที่ต่างๆเพื่อดูว่าจะเปิดปิดประตูน้ำที่ใดบ้าง หรือจะสร้างเขื่อนที่ใดได้บ้าง พร้อมกันนี้พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้กรมชลประทานเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับทราบถึงแนวทางการจัดการน้ำด้วย เพราะพระองค์ท่านทรงห่วงประชาชนมาก ไม่อยากให้เกิดน้ำท่วมนานและเยอะเหมือนปีที่แล้ว ทั้งนี้ข้าพเจ้าได้ทูลถามพระองค์ว่าปีนี้น้ำจะท่วมเหมือนปีที่แล้วหรือไม่ พระองค์ตรัสว่ามีท่วมบ้างแต่ท่วมน้อยไม่นานเหมือนปีที่แล้ว

วันเดียวกัน ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ที่เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งใหม่เป็นวันแรก ตัวแทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน  นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน จำนวนมาก นำแจกันดอกไม้ พวงมาลัย และสิ่งของต่างๆที่เป็นมงคล มาทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติฯพระบรมราชินีนาถ ถวายพระพรขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ และมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน  อาทิ  พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะนายทหารชั้นนายพล  พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.พร้อมคณะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และนางอรัญญา แสงสิงแก้ว นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นายชวน ศิรินันท์พร อธิบดีกรมการปกครองและคณะแม่บ้านกรมการปกครอง กลุ่มอาสาพาสุข คณะอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย เป็นต้น
Share:

“ซัมซุง” เปิดตัว “กาแล็กซี่ เอส3 มินิ”


วันนี้ ( 12 ต.ค. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ว่า บริษัทซัมซุง อิเล็กโทรนิกส์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลก เผยโฉมสมาร์ทโฟนรุ่น “กาแล็กซี่ เอส3 มินิ” สมาร์ทโฟนรุ่นลูกของ “กาแล็กซี่ เอส3” ที่มีขนาดหน้าจอเท่ากับไอโฟน 5 ของบริษัทแอปเปิ้ล คู่แข่งสำคัญจากสหรัฐ เมื่อวันพฤหัสบดี

กาแล็กซี่ เอส3 มินิ มาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รุ่นล่าสุด เจลลี่บีน 4.1 ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 4 นิ้ว เล็กกว่าหน้าจอของกาแล็กซี่ เอส3 0.8 นิ้ว ส่วนความคมชัดของกล้องอยู่ที่ 800x480 พิกเซล น้อยกว่าของกาแล็กซี่ เอส3 ซึ่งอยู่ที่ 1,280x720 พิกเซล ส่วนความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 1 กิกะเฮิร์ตซ ลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับระบบประมวลผลกาแล็กซี่ เอส3 ซึ่งอยู่ที่ 1.5 กิกะเฮิร์ตซ

ส่วนแอพพลิเคชั่นอื่นๆอาทิ ระบบโทรสายตรง เพียงผู้ใช้ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูหลังอาจข้อความที่ได้รับ ระบบจะทำการติดต่อไปยังหมายเลขที่ส่งข้อความมาทันที และระบบ เอส บีม ที่รองรับเฉพาะผู้ใช้สมาร์ทโฟนตระกูลกาแล็กซี่ เอส และแท็บเล็ตตระกูล “กาแล็กซี่ โน้ต2” 3 เพียงนำโทรศัพท์มาชนกัน ก็สามารถแลกเปลี่ยนไฟล์ทั้งเพลง รูปภาพ และภาพยนตร์ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเชื่อมต่ออุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม ซัมซุงยังไม่ได้กำหนดวันวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าว แต่กล่าวเพียงว่า ต้องการให้สินค้าตัวใหม่ที่ออกมา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการสมาร์ทโฟนขนาดกะทัดรัด
Share:

จับลักลอบเปิดคลินิคเสริมความงาม


วันนี้ ( 11 ต.ค.) นายพิสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข  พ.ต.อ. วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.ดส.บช.น. ร.ต.อ.กิตติเมธ โชติปิติเจริญรัฐ รองสว.สส.เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ท่าข้ามเข้าจับกุมสถานเสริมความงามโดยไม่ได้ รับอนุญาตไม่มีชื่อ เลขที่ 33/15 หมู่พิศาล โครงการ 14 แขวงและเขตบางขุนเทียน
ที่เกิดเหตุเป็นทาวเฮ้าน์ สูง2ชั้น ภายในพบดัดแปลงเป็นคลีนิคเสริมความงามแบบครบวงจรอาทิ ฉีดคอลลาเจน ฉีดโบท็อก ร้อยไหม ฉีดวิตามินซี  จากการตรวจสอบพบว่าภายในห้องด้านหลังของตัวบ้าน มีการลักลอบดัดแปลงเป็นคลีนิคเสริมความงาม ส่วนบริเวณชั้น2ดัดแปลงเป็นห้องยิงเลเซอร์สำหรับรักษาสิวฝ้า จากการตรวจค้นพบของกลางอาทิ เตียงสำหรับเสริมความงาม อุปกรณ์ทางการแพทย์  วิตามินซีและคอลลาเจนชนิดเข้มข้น
นอกจากนี้ยังพบเดอร์มาร์โรเลอร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดใหม่สำหรับใช้ในการผลัดเซลล์ผิวหนังที่ใบ หน้า ที่ยังไม่ได้การรับรองและใช้ทางการแพทย์เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อใน การรักษา รวมถึงยาสำหรับใช้ในการลดความอ้วนที่ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและ ยา
โดยจับกุม นาง จิรฐา  สารบรรณ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/1 ม.2 ต.บ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน และผู้ให้บริการเสริมความงาม เปิดเผยว่า เปิดสถานเสริมความงามดังกล่าวมากว่า 1ปี  โดยลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะทราบกันปากต่อปากแต่ไม่เคยมีคนดังมาใช้บริการ  ที่รับทำเพราะเคยเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งมากว่า  5 ปี เลยทำการรักษาเป็นสำหรับอุปกรณ์การเสริมความงาม รับซื้อจากตามคลีนิคที่เลิกกิจการ ส่วนพวกคอลลาเจลและสารเสริมความงามต่างๆ สั่งซื้อมาทางอินเตอร์เน็ตที่ประกาศขายโดยทั่วไป โดยการรักษาแต่ละครั้งก็จะตกอยู่ที่ราคาครั้งละ 1500 - 2000 บาท
ด้านพ.ต.อ.วิวัฒน์ เปิดเผยว่าได้รับการประสานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ช่วยเข้าร่วมตรวจสอบ สถานบริการดังกล่าวหลังจากมีผู้ร้องเรียนเข้า  มาวันนี้ทางเจ้าหน้าที่กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนจึงได้ประสานหน่วย งานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการล่อซื้อ  สำหรับของกลางที่พบส่วนใหญ่พบว่าไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา สำหรับเครื่องมือทางการแพทย์ก็พบว่าไม่ได้มาตรฐานรวมถึงผู้ให้การรักษาก็ไม่ ได้มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฏหมาย โดยเบื้องต้นทาง เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา โทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนเพื่อขยายผลหาเว็บไซด์ที่มีการขาย ตัวยาดังกล่าวรวมถึงสถานเสริมความงามที่ลักลอบขายเครื่องมืออุปกรณ์ทางการ แพทย์ต่อไป
Share:

ตามรวบ3คนร้ายขนยาไอซ์ 62 กิโลกรัม


วันนี้ ( 11 ต.ค.) ที่เมืองทองธานี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส.  พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1. พล.ต.ต.สมิทธิ มุกดาสนิท ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุม พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง ได้จับกุมตัวแก๊งค้ายาเสพติด 3 ราย ชื่อ 1. นายจะสือ จะแล อายุ 33 ปี นายจะนู จะอือ อายุ 39 ปี และนายชาตรี ปรีชามิตรกูล อายุ 25 ปี พร้อมด้วยของกลางเป็นยาไอซ์จำนวน 62 กิโลกรัม
โดย พล.ต.ต.สมิทธิ ได้เปิดเผยว่า การจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุรถกระบะ เชียงราย เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ ที่บริเวณ ถ.เลียบคลองสอง หน้าวัดแสงสรรค์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี ซึ่งในวันนั้นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะได้หลบหนีไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการยึดรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุนั้นไปไว้ในที่ เก็บของกลางภายในซอยบงกฎ 89
จากนั้นเมื่อคืนวันที่ 9 ตค.ที่ผ่านมานั้น ได้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง เข้ามาในจุดที่เก็บของกลาง และมีการรื้อค้นเอาสิ่งของภายในรถยนต์กระบะ แต่เอาไปไม่ได้ เพราะสุนัขที่เฝ้าอยู่ได้ส่งเสียงดัง ทำให้กลุ่มคนร้ายพากันหลบหนีไปก่อน และเมื่อทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้วพบว่า กลุ่มคนที่มารื้อค้นสิ่งของนั้นได้น้ำสิ่งของในรถไปวางซุกซ่อนไว้ในพงหญ้า ใกล้ๆกัน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจสอบและพบว่าสิ่งของในถุงขยะสีดำจำนวน 5 ถุงนั้นเป็นยาไอซ์ ซึ่งเมื่อทราบดังนั้นจึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเฝ้าคอยสังเกตการณ์ เพื่อจะจับกุมกลุ่มคนร้ายทั้งหมด
ต่อมาเวลาประมาณ 04.00 น.ของวันนี้กลุ่มคนร้ายจำนวน 3 คน ได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง โดยขับรถยนต์เก๋ง เข้ามาในซอยและตรงเข้ามายกถุงยาไอซ์ที่ซุกซ่อนไว้ขึ้นรถเจ้าหน้าที่ที่ซุ่ม รออยู่จึงได้แสดงตัวและเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดเอาไว้ได้ ซึ่งจะได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
Share:

งัดตู้เชฟฉกทองเพชรกว่า10ล.


วันนี้ ( 11 ต.ค.)  ร.ต.ต.พิสิษฐ์  เฮงที  พงส.( สบ 1 ) สน.ดอนเมือง ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ ภายในบริษัทบาเซล จำกัด เลขที่ 161/207-9   หมู่บ้านบัณฑิตโฮม ถนนวิภาวดีรังสิต  แขวงสนามบิน  เขตดอนเมือง จึงรุดเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ. สำราญ  นวลมา ผกก.สน.ดอนเมือง  และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น  ขึ้นไปที่ชั้นสองพบร่อยรอยประตูถูกงัดจากด้านนอก เมื่อเข้าไปในห้องผู้จัดการบริษัท ที่โต๊ะมีรอยถูกของแข็งงัดออก ทรัพย์สิ้นถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย นอกจากนี้ยังพบตู้เซพขนาด 50x70 ซม. มีร่องรอยการถูกงัดแงะจนฝาตู้เซพหลุดออกมา โดยทรัพย์สินที่อยู่ภายในตู้เซพหายไปทั้งหมด ประกอบด้วย เพชรที่เจียระไนแล้ว มูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท เครื่องประดับอัญมณีจำนวน 400 ชิ้น มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท ทองคำแท่งและทองคำตัวเรือน มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท รวมทรัพย์สินอื่นๆมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท เมื่อขึ้นไปบริเวณชั้น 4  ภายในห้องน้ำยังพบฝ้าเพดานทะลุลงมาจากหลังคาและมีบันไดเหล็กพาดขึ้นไปด้านบน เจ้าหน้าที่จึงเก็บลายนิ้วมือแฝงทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนนายณรงค์ หรรษานนท์ อายุ 49 ปี  เจ้าของบริษัท กล่าวว่า อาคารดังกล่าวตนเองได้เปิดบริษัทค้าขายจิวรี่ และเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ โดยมีสาขาตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป พนักงานที่บริษัทมีทั้งหมดประมาณ 10 คน ก่อนเกิดเหตุ เมื่อวานนี้ตนเองและพนักงานได้ปิดบริษัทและกลับบ้านพร้อมกันเวลาประมาณ 18.00 น. โดยประตูและหน้าต่างทุกบานถูกล็อคอย่างเรียบร้อย และช่วงประมาณ 09.00 น. ของวันนี้พนักงานได้โทรมาบอกว่ามีคนร้ายได้เข้ามางัดตู้เซพภายในบริษัท  ตนจึงรีบเดินทางมาดูและแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ นอกจากนี้ที่กล้องวงจรปิดยังพบว่าคนร้ายได้ถอดสายไฟออกไปทั้งหมด ซึ่งตนเองเชื่อว่าคนร้ายน่าจะรู้ที่ตั้งของตู้เซพเป็นอย่างดี และรู้วิธีการทำลายภาพกล้องวงจรปิด โดยที่ห้องอื่นๆคนร้ายไม่ได้แตะต้องแต่อย่างใด

ด้าน ร.ต.ต.พิสิษฐ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภาพได้ถูกตัดไปเวลา 04.05 น. ของวันที่ 11 ต.ค. จึงทำการตรวจสอบภาพย้อนหลังพบว่า คนร้ายได้สวมเสื้อแขนสั้นสีแดง กางเกงขาสั้นสีฟ้า สวมหมวกไหมพรมและถุงมือสีดำ มีลักษณะรูปร่างท้วม  โดยสันนิฐานว่าคนร้ายน่าจะมีประมาณ 3-4 คน เพราะตู้เซพถูกเคลื่อนย้ายออกมาจากที่เดิมและมีน้ำหนักมากไม่น่าจะลงมือ เพียงคนเดียวได้  และคนร้ายน่าจะเข้ามาจากทางหลังคาด้านบน แล้วจึงเจาะฝ้าเพดานในห้องน้ำของชั้น 4  แล้วลงมาขโมยทรัพย์สินที่บริเวณชั้นสอง ก่อนนำบันไดของบริษัทดังกล่าวปีนหนีออกไปทางเดิม จากนี้จะได้นำภาพจากกล้องวงจรให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนติดตามหาตัวคนร้าย มาดำเนินคดีต่อไป
   
Share:

Disqus Shortname

Comments system

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Post Top Ad

คลังบทความของบล็อก

Author Details

Menu - Pages

Business

Random Posts

Recent

Popular

Blog Archive