คืบหน้าเมื่อเวลาวันนี้ (2 มี.ค.) พ.ต.ท.สมศักดิ์ โปสัยะคุปต์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่พอจะทราบถึงกลุ่มมือปืนรายนี้แล้ว ซึ่งจากแนวทางการสืบสวนทราบว่าผู้ตายนั้นได้ขัดแย้งกับผู้ที่ขายรถคนหนึ่งถึงเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์มือสอง แต่ผู้ที่ขายรถคนดังกล่าวไม่ได้มาด้วยและได้ส่งกลุ่มมือปืนกลุ่มนี้มาเจรจาแทน แต่เนื่องจากการเจรจาไม่ลงตัวจึงเป็นสาเหตุทำให้คนร้ายลงมือสังหารผู้ตายอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะหลบหนีไป ส่วนผู้หญิงที่มาด้วยกับผู้ตายนั้น จากการสอบสวนทราบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เพราะมีหน้าที่มานั่งเป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวผู้ตายเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่จึงได้ปล่อยตัวไป และขณะนี้ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้างบิ๊กซี สาขารามอินทรา สามารถจับภาพคนร้ายไว้ได้ 1 คน ซึ่งจะได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป.
WEBSITE DESIGN TEL 095-954-4524
วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556
ตร.เร่งล่าคนร้ายยิงเสี่ยค้ารถมือสอง
ตร.ได้เบาะแสคดียิงเสี่ยค้ารถมือสองดับคาร้านอาหาร สาเหตุมาจากขัดแย้งธุรกิจซื้อขายรถมือสอง ส่งมือปืนเจรจาไม่สำเร็จจึงถูกเก็บอย่างโหดเหี้ยม
จากกรณีกลุ่มคนร้ายเดินเข้ามายิงนายคเณศ เลิศไกร อายุ 48 ปี อาชีพซื้อขายรถยนต์มือสอง เสียชีวิตคาที่ต่อหน้าเพื่อนสาวที่มาด้วยภายในร้านอาหารไทย-อีสานชื่อ “ไฝทอง” สาขารามอินทรา ก่อนขึ้นรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับหลบหนีมุ่งหน้าไปทางถนนรามอินทรา สาเหตุมาจากการขัดแย้งธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือสอง เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมาตามที่เสนอข่าวไปนั้น
คืบหน้าเมื่อเวลาวันนี้ (2 มี.ค.) พ.ต.ท.สมศักดิ์ โปสัยะคุปต์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่พอจะทราบถึงกลุ่มมือปืนรายนี้แล้ว ซึ่งจากแนวทางการสืบสวนทราบว่าผู้ตายนั้นได้ขัดแย้งกับผู้ที่ขายรถคนหนึ่งถึงเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์มือสอง แต่ผู้ที่ขายรถคนดังกล่าวไม่ได้มาด้วยและได้ส่งกลุ่มมือปืนกลุ่มนี้มาเจรจาแทน แต่เนื่องจากการเจรจาไม่ลงตัวจึงเป็นสาเหตุทำให้คนร้ายลงมือสังหารผู้ตายอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะหลบหนีไป ส่วนผู้หญิงที่มาด้วยกับผู้ตายนั้น จากการสอบสวนทราบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เพราะมีหน้าที่มานั่งเป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวผู้ตายเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่จึงได้ปล่อยตัวไป และขณะนี้ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้างบิ๊กซี สาขารามอินทรา สามารถจับภาพคนร้ายไว้ได้ 1 คน ซึ่งจะได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป.
คืบหน้าเมื่อเวลาวันนี้ (2 มี.ค.) พ.ต.ท.สมศักดิ์ โปสัยะคุปต์ รอง ผกก.สส.สน.บางเขน เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่พอจะทราบถึงกลุ่มมือปืนรายนี้แล้ว ซึ่งจากแนวทางการสืบสวนทราบว่าผู้ตายนั้นได้ขัดแย้งกับผู้ที่ขายรถคนหนึ่งถึงเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์มือสอง แต่ผู้ที่ขายรถคนดังกล่าวไม่ได้มาด้วยและได้ส่งกลุ่มมือปืนกลุ่มนี้มาเจรจาแทน แต่เนื่องจากการเจรจาไม่ลงตัวจึงเป็นสาเหตุทำให้คนร้ายลงมือสังหารผู้ตายอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะหลบหนีไป ส่วนผู้หญิงที่มาด้วยกับผู้ตายนั้น จากการสอบสวนทราบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เพราะมีหน้าที่มานั่งเป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวผู้ตายเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่จึงได้ปล่อยตัวไป และขณะนี้ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้างบิ๊กซี สาขารามอินทรา สามารถจับภาพคนร้ายไว้ได้ 1 คน ซึ่งจะได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป.
วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556
แทงดับขาใหญ่-ล้างแค้นหนี้เลือด
คนร้ายยกพวกฆ่าโหดขาใหญ่คุมซอยคาราโอเกะ มีดแทงดับสยอง คาดคู่อริที่เคยมีเรื่องตามมาแก้แค้น
วันนี้ (2 มี.ค.) พ.ต.ท.พีระพันธ์ มีมาก สารวัตรเวร สภ.เมืองภูเก็ตได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและไล่แทงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต หน้าร้านคาราโอเกแห่งหนึ่งภายในวานิช ซอย 1 หรือ ซอย 200 ถนนศรีสุทัศน์ ต.รัษฎา อ.เมือง จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.เศียร แก้วทอง สบ.4 พ.ต.ท.เชาว์ ผอมนะ รอง.ผกก.ป.พ.ต.ท.ประวิทย์ เอ่งฉ้วน สว.สส.สภ.เมืองภูเก็ต พ.ต.ต.รัฐเขตต์ มั่นเมือง สวป. สภ.เมืองภูเก็ต นำกำลังชุดสืบสวนและมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตรุดไปตรวจสอบ
ที่เกิดเปิดเป็นร้านคาราโอเกะตลอดแนว บริเวณหน้าร้านกนกพัชรคาราโอเกะพบคราบเลือดที่พื้นถนนหยดเป็นทางจนถึงบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 64/27 ซึ่งเปิดเป็นร้านคาราโอเกะไม่มีชื่อเช่นเดียวกัน พบศพชายสวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีขาว นุ่งกางเกงยีนส์ขายาวสีดำ มีรอยสักตามหน้าอก แขนทั้ง 2 ข้างและ แผ่นหลัง นอนคว่ำจมกองเลือดอยู่ที่พื้น สภาพศพถูกของมีคมจ้วงแทงเข้าที่เหนือนมข้างซ้ายตัดขั้วหัวใจ 1 แผล ที่ลำคอ 2 แผล และมีใกล้ข้อมือซ้ายอีก 1 แผล ตรวจสอบไม่พบหลักฐานว่าผู้ตายเป็นใคร มีเพียงเงินสดจำนวน 1,240 บาทและโทรศัพท์มือถือซัมซุงสีดำ 1 เครื่องอยู่ภายในกระเป๋ากางเกง จึงมอบศพให้มูลนิธินำส่งชันสูตรยัง รพ.วชิระภูเก็ต
จากการสอบสวนพยานแวดล้อมบริเวณที่เกิดเหตุทราบว่าผู้ตายคือ นายสุรสิทธิ์ สุขุม อายุ 27 ปี ฉายา เดี่ยว 200 หรือเดี่ยวลาย เป็นขาใหญ่คุมร้านคาราโอเกะในซอยดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุนายสุรสิทธิ์ได้นั่งดื่มเหล้าอยู่ภายในร้านกนกพัชรคาราโอเกะ ห่างจากจุดพบศพราว 20 เมตร จากนั้นได้มีรถกระบะไม่ทราบยี่ห้อ-สีและทะเบียนขับเข้ามาจอดบริเวณปากซอย โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ราว 3-4 คนเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังร้านกนกพัชรคาราโอเกะ จนกระทั่งพบกับนายสุรสิทธิ์ที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่กับหญิงสาวไม่ทราบชื่ออย่างสนุกสนาน จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์เดินปรี่เข้ารุมกระทืบนายสุรสิทธิ์ โดยหนึ่งในชายฉกรรจ์ได้ชักอาวุธมีดปลายแหลมอยู่ออกมาพยายามจะแทง แต่นายสุรสิทธิ์ได้ยกมือซ้ายขึ้นป้องกัน ทำให้ของมีคมดังกล่าวบาดเข้าที่บริเวณใกล้ข้อมือซ้าย 1 แผลเลือดอาบ
จากนั้นนายสุรสิทธิ์พยายามหอบร่างออกจากภายในร้านหนีตาย แต่วิ่งมาล้มที่บริเวณหน้าร้าน โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ติดตามมากระทืบซ้ำและจวกแทงซ้ำ เข้าที่บริเวณเหนือนมซ้ายอีก 1 ครั้ง และลำคอ ทำให้นายสุรสิทธิ์เลือดไหลอาบร่าง แต่ยังพยายามหนีต่อไป จนกระทั่งล้มสลบที่หน้าบ้านเลขที่ 64/27 และทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตคาถนน ขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งหมดได้ขึ้นรถกระบะหลบหนีไป เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ากลุ่มคู่อริเก่ายกพวกมาตามฆ่านายสุรสิทธิ์ เพื่อแก้แค้นที่อาจเคยถูกนายสุรสิทธิ์ทำร้ายมาก่อน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พอจะทราบเบาะแสคนร้ายแล้วว่าเป็นแก๊งวัยรุ่นอีกแก๊งหนึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุมากนัก และได้ส่งชุดสืบออกติดตามควานหาตัวอยู่แต่ยังไม่พบตัวที่บ้าน และสอบพยานแวดล้อมและผู้ที่เห็นการณ์เพื่อมัดตัวคนร้ายและติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ที่เกิดเปิดเป็นร้านคาราโอเกะตลอดแนว บริเวณหน้าร้านกนกพัชรคาราโอเกะพบคราบเลือดที่พื้นถนนหยดเป็นทางจนถึงบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 64/27 ซึ่งเปิดเป็นร้านคาราโอเกะไม่มีชื่อเช่นเดียวกัน พบศพชายสวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีขาว นุ่งกางเกงยีนส์ขายาวสีดำ มีรอยสักตามหน้าอก แขนทั้ง 2 ข้างและ แผ่นหลัง นอนคว่ำจมกองเลือดอยู่ที่พื้น สภาพศพถูกของมีคมจ้วงแทงเข้าที่เหนือนมข้างซ้ายตัดขั้วหัวใจ 1 แผล ที่ลำคอ 2 แผล และมีใกล้ข้อมือซ้ายอีก 1 แผล ตรวจสอบไม่พบหลักฐานว่าผู้ตายเป็นใคร มีเพียงเงินสดจำนวน 1,240 บาทและโทรศัพท์มือถือซัมซุงสีดำ 1 เครื่องอยู่ภายในกระเป๋ากางเกง จึงมอบศพให้มูลนิธินำส่งชันสูตรยัง รพ.วชิระภูเก็ต
จากการสอบสวนพยานแวดล้อมบริเวณที่เกิดเหตุทราบว่าผู้ตายคือ นายสุรสิทธิ์ สุขุม อายุ 27 ปี ฉายา เดี่ยว 200 หรือเดี่ยวลาย เป็นขาใหญ่คุมร้านคาราโอเกะในซอยดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุนายสุรสิทธิ์ได้นั่งดื่มเหล้าอยู่ภายในร้านกนกพัชรคาราโอเกะ ห่างจากจุดพบศพราว 20 เมตร จากนั้นได้มีรถกระบะไม่ทราบยี่ห้อ-สีและทะเบียนขับเข้ามาจอดบริเวณปากซอย โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ราว 3-4 คนเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังร้านกนกพัชรคาราโอเกะ จนกระทั่งพบกับนายสุรสิทธิ์ที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่กับหญิงสาวไม่ทราบชื่ออย่างสนุกสนาน จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์เดินปรี่เข้ารุมกระทืบนายสุรสิทธิ์ โดยหนึ่งในชายฉกรรจ์ได้ชักอาวุธมีดปลายแหลมอยู่ออกมาพยายามจะแทง แต่นายสุรสิทธิ์ได้ยกมือซ้ายขึ้นป้องกัน ทำให้ของมีคมดังกล่าวบาดเข้าที่บริเวณใกล้ข้อมือซ้าย 1 แผลเลือดอาบ
จากนั้นนายสุรสิทธิ์พยายามหอบร่างออกจากภายในร้านหนีตาย แต่วิ่งมาล้มที่บริเวณหน้าร้าน โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ติดตามมากระทืบซ้ำและจวกแทงซ้ำ เข้าที่บริเวณเหนือนมซ้ายอีก 1 ครั้ง และลำคอ ทำให้นายสุรสิทธิ์เลือดไหลอาบร่าง แต่ยังพยายามหนีต่อไป จนกระทั่งล้มสลบที่หน้าบ้านเลขที่ 64/27 และทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตคาถนน ขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งหมดได้ขึ้นรถกระบะหลบหนีไป เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ากลุ่มคู่อริเก่ายกพวกมาตามฆ่านายสุรสิทธิ์ เพื่อแก้แค้นที่อาจเคยถูกนายสุรสิทธิ์ทำร้ายมาก่อน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พอจะทราบเบาะแสคนร้ายแล้วว่าเป็นแก๊งวัยรุ่นอีกแก๊งหนึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุมากนัก และได้ส่งชุดสืบออกติดตามควานหาตัวอยู่แต่ยังไม่พบตัวที่บ้าน และสอบพยานแวดล้อมและผู้ที่เห็นการณ์เพื่อมัดตัวคนร้ายและติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
รวบสาวเขมรตระเวนฉกไอโฟนย่านสยาม
รวบสาวเขมรตระเวนฉกไอโฟนย่านสยาม ก่อนนั่งรถตู้ส่งขายบ้านเกิดระบุกำลังเป็นที่นิยมในกัมพูชา
วันนี้ (24 ก.พ.) พ.ต.ท.พนม เชื้อทอง รอง.ผกก.(สส.) สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.สัญชัย มาตรคำจันทร์ สว.สส พ.ต.ท.สรกานต์ ดำกระบี่ สว.สส. ร่วมกันแถลงจับกุมตัว นางนัน เลย์ อายุ 22 ปี สัญชาติกัมพูชา พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน รุ่น4 สีดำ 1 เครื่อง มูลค่า 16,000 บาท โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณหน้าห้างดิจิตอลเกทเวย์ ถนนพระราม 1 แขวงและเขตปทุมวัน
พ.ต.ท.พนม กล่าวว่าการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากพ่อค้าแม่ค้าว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีพฤติกรรมออกตระเวนล้วงกระเป๋าประชาชนที่เดินผ่านไปมาบริเวณหน้าห้างดิจิตอลเกทเวย์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่แกะรอยจนกระทั้งผู้ต้องหาได้ก่อเหตุล้วงกระเป๋าขโมยโทรศัพท์มือถือของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม และได้นำตัวมาสวบสวนที่สน.ปทุมวัน
พ.ต.ท.พนม กล่าวว่าการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากพ่อค้าแม่ค้าว่าผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีพฤติกรรมออกตระเวนล้วงกระเป๋าประชาชนที่เดินผ่านไปมาบริเวณหน้าห้างดิจิตอลเกทเวย์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่แกะรอยจนกระทั้งผู้ต้องหาได้ก่อเหตุล้วงกระเป๋าขโมยโทรศัพท์มือถือของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม และได้นำตัวมาสวบสวนที่สน.ปทุมวัน
สวบสวนนางนัน เลย์ ให้การการรับสารภาพว่าก่อเหตุจริง โดยจะเดินตระเวนหาเหยื่อบริเวณสยามอยู่เป็นประจำ หากพบเหยื่อที่ใช้โทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะยี่ห้อไอโฟนก็จะเดินตามเมื่อมีจังหวะก็จะลงมือก็เหตุทันที หลังจากนั้นก็จะนั่งรถตู้เดินทางกลับประเทศกัมพูชา เพื่อนำโทรศัพท์ที่ขโมยมาไปขาย เพราะที่ประเทศกัมพูชากำลังนิยมมือถือไอโฟน เป็นอย่างมาก โดยจะขายได้ราคาประมาณ 7000 บาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป.
สาวทอมส่งคลิปใหม่ให้ตร.แล้ว
สาวทอมส่งคลิปใหม่ยันไม่ได้ท้าหนุ่มใหญ่ขี้โมโหก่อน เผยอยากให้จบด้วยดีหากขอโทษต่อหน้าสื่อ ส่วนเพื่อนสาวในคลิปแจ้งความเอาผิดด้วยแล้ว
จุดเกิดเหตุ
กรณีมีการแชร์คลิปวิดีโอ "เขาว่าเขา(ใหญ่) แต่ต่อยผู้หญิง" ในโลกออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ของผู้ชายคนหนึ่งกับสาวหล่อทะเลาะวิวาทกันเกี่ยวกับเรื่องการถอยรถ จนสุดท้ายเรื่องราวบานปลายเมื่อฝ่ายชายได้เข้าทำร้ายร่ายกายด้วยการตบตี ชกต่อย และเตะ แถมยังมีการผลักหัวและตัวผู้หญิงอีกคนที่มาด้วยจนกระเด็น ซึ่งต่อมาฝ่ายผู้หญิงทราบชื่อว่า น.ส.อัญรัตน์ พันธุ์วิชัยวุฒิ หรือ “เตย” อายุ 27 ปี อาชีพค้าขายอะไหล่รถมอเตอร์ไซด์ทางอินเตอร์เน็ต เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.บุคคโล ให้ดำเนินคดีกับผู้ชายในคลิปทราบชื่อภายหลัง คือ นายเกษียร กมลชัยวานิช อายุ 48 ปี ซึ่งอ้างตัวเป็นอาจารย์สอนพิเศษวิชานิติศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง โดยระบุว่าเหตุเกิดบริเวณซอยรัชดา 6 แขวงบุคคโล เขตท่าพระ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าวันที่ 24 ก.พ. ร.ต.ท.สมพงษ์ กุลไกรจักร พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เปิดเผยว่า ช่วงหัวค่ำของเมื่อวาน (23 ก.พ.) น.ส.อัญรัตน์ ผู้เสียหาย พร้อมเพื่อนสาวและคุณแม่เดินทางมาให้รายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมกับนำหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนถูกนายเกษียรทำร้ายร่างกายมามอบให้ และเพื่อนสาวที่ปรากฏในคลิปเหตุการณ์ถูกนายเกษียรผลักศีรษะอย่างแรงจนกระเด็นหลังเข้าไปช่วยเพื่อน ก็ได้แจ้งความเอาผิด เบื้องต้นได้ตั้งข้อหาใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 เดือน กับนายเกษียรไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอผลการตรวจร่างกายจากแพทย์ รพ.ทหารเรือ เพื่อนำมาประกอบสำนวน ส่วนนายเกษียร ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาระบุว่า จะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 ก.พ. ซึ่งหากไม่มาก็จะออกหมายเรียกต่อไป
ร.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายเกษียรเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจผิดไปเอง เนื่องจากบ้านหลังดังกล่าวที่นายเกษียรขับรถเลี้ยวเข้าไปนั้นเป็นบ้านของนายตำรวจท่านหนึ่ง ส่วนรถเบนซ์คันดังกล่าวที่ปรากฏในคลิปวีดีโอเป็นรถที่ยืมมาไม่ใช่ของนายเกษียร และในวันเกิดเหตุนายเกษียรได้ขับรถมาหาแฟนสาวที่บ้านดังกล่าว แต่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วย ส่วนกรณีที่อ้างตัวเป็นอาจารย์สอนพิเศษวิชานิติศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่งนั้น เบื้องต้นยังไม่สรุปว่า เป็นอาจารย์จริงหรือไม่ คงต้องรอหลักฐานยืนยันความชัดเจนอีกครั้ง
ด้าน น.ส.อัญรัตน์ กล่าวว่า หลังจากเมื่อวานได้นำคลิปวิดีโอที่ 2 ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ถ่ายบันทึกไว้ ส่งมาให้ โดยเป็นภาพเหตุการณ์ที่นายเกษียรด่าทอพร้อมกับชักกุญแจรถแล้วปาใส่ จนสัญญาณกันขโมยดัง ก่อนจะถูกนายเกษียรทำร้ายร่างกาย โดยคลิปดังกล่าวตนนำมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐาน และขอคำปรึกษา หลังจากที่เผยแพร่ข่าวไปแล้ว มีสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่งนำเสนอข่าวว่า ตนเป็นฝ่ายท้าทายนายเกษียรและทำร้ายร่างกายก่อน ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง จึงนำคลิปที่ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้และเห็นใจตนมามอบให้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยันยันความจริง
น.ส.อัญรัตนน์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่มีการชกสวนนายเกษียรนั้น เป็นการป้องกันตัว เพราะตนถูกทำร้ายก่อน โดยพนักงานสอบสวนบอกว่า กรณีของตนนั้นที่ปรากฏในคลิปเป็นการป้องกันตัวไม่มีความผิด และตนอยากให้นายเกษียรนำคลิปวิดีโอที่อ้างว่าตนเป็นฝ่ายท้าทายมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วย ที่สำคัญ ตนอยากให้เรื่องดังกล่าวจบลงด้วยดีหากนายเกษียรกล่าวคำขอโทษต่อหน้าสื่อมวลชน
“ยอมรับว่าทุกวันนี้ยังหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงขนาดนอนไม่หลับ แถมร่างกายยังฟกช้ำจากการถูกทำร้ายอยู่เลย แม้จะกลัวอยู่แต่ตนก็ยังต้องเข้าออกบ้านเหมือนเดิม เพราะต้องทำงานและใช้ชีวิตประจำวันอยู่ภายในซอยดังกล่าว แต่ก็แอบหวั่นใจว่า จะมีใครมาทำร้ายหรือเปล่า หรือจะมีโทรศัพท์โทรมาข่มขู่ จึงอยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว” น.ส.อัญรัตนน์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการดูคลิปวีดีโอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีไม่ยอมถอยรถจนเรื่องราวบานปลายนั้น จึงได้ไปตรวจสอบภายในซอยดังกล่าว พบบริเวณที่เกิดเหตุทะเลาะกันและนายเกษียรลงมือทำร้ายร่างกาย น.ส.อัญรัตน์นั้น เป็นซอยแคบรถยนต์วิ่งได้ทางเดียวแต่ไม่สามารถสวนกันได้ หากวิ่งมาเจอกันต้องมีการหลบไปยังที่ว่างแล้วให้อีกคันขับผ่านไปได้ ซึ่งในจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นหน้าโกดังของบริษัทหนึ่ง หากรถเบนซ์ของนายเกษียรเลี้ยวเบี่ยงหลบทางซ้ายมือซึ่งมีที่ว่าง แล้วให้ น.ส.อัญรัตน์ ขับผ่านไปก่อน ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
ความคืบหน้าวันที่ 24 ก.พ. ร.ต.ท.สมพงษ์ กุลไกรจักร พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เปิดเผยว่า ช่วงหัวค่ำของเมื่อวาน (23 ก.พ.) น.ส.อัญรัตน์ ผู้เสียหาย พร้อมเพื่อนสาวและคุณแม่เดินทางมาให้รายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมกับนำหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนถูกนายเกษียรทำร้ายร่างกายมามอบให้ และเพื่อนสาวที่ปรากฏในคลิปเหตุการณ์ถูกนายเกษียรผลักศีรษะอย่างแรงจนกระเด็นหลังเข้าไปช่วยเพื่อน ก็ได้แจ้งความเอาผิด เบื้องต้นได้ตั้งข้อหาใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 เดือน กับนายเกษียรไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอผลการตรวจร่างกายจากแพทย์ รพ.ทหารเรือ เพื่อนำมาประกอบสำนวน ส่วนนายเกษียร ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาระบุว่า จะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 ก.พ. ซึ่งหากไม่มาก็จะออกหมายเรียกต่อไป
ร.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายเกษียรเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจผิดไปเอง เนื่องจากบ้านหลังดังกล่าวที่นายเกษียรขับรถเลี้ยวเข้าไปนั้นเป็นบ้านของนายตำรวจท่านหนึ่ง ส่วนรถเบนซ์คันดังกล่าวที่ปรากฏในคลิปวีดีโอเป็นรถที่ยืมมาไม่ใช่ของนายเกษียร และในวันเกิดเหตุนายเกษียรได้ขับรถมาหาแฟนสาวที่บ้านดังกล่าว แต่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วย ส่วนกรณีที่อ้างตัวเป็นอาจารย์สอนพิเศษวิชานิติศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่งนั้น เบื้องต้นยังไม่สรุปว่า เป็นอาจารย์จริงหรือไม่ คงต้องรอหลักฐานยืนยันความชัดเจนอีกครั้ง
ด้าน น.ส.อัญรัตน์ กล่าวว่า หลังจากเมื่อวานได้นำคลิปวิดีโอที่ 2 ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ถ่ายบันทึกไว้ ส่งมาให้ โดยเป็นภาพเหตุการณ์ที่นายเกษียรด่าทอพร้อมกับชักกุญแจรถแล้วปาใส่ จนสัญญาณกันขโมยดัง ก่อนจะถูกนายเกษียรทำร้ายร่างกาย โดยคลิปดังกล่าวตนนำมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐาน และขอคำปรึกษา หลังจากที่เผยแพร่ข่าวไปแล้ว มีสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่งนำเสนอข่าวว่า ตนเป็นฝ่ายท้าทายนายเกษียรและทำร้ายร่างกายก่อน ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง จึงนำคลิปที่ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้และเห็นใจตนมามอบให้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยันยันความจริง
น.ส.อัญรัตนน์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่มีการชกสวนนายเกษียรนั้น เป็นการป้องกันตัว เพราะตนถูกทำร้ายก่อน โดยพนักงานสอบสวนบอกว่า กรณีของตนนั้นที่ปรากฏในคลิปเป็นการป้องกันตัวไม่มีความผิด และตนอยากให้นายเกษียรนำคลิปวิดีโอที่อ้างว่าตนเป็นฝ่ายท้าทายมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วย ที่สำคัญ ตนอยากให้เรื่องดังกล่าวจบลงด้วยดีหากนายเกษียรกล่าวคำขอโทษต่อหน้าสื่อมวลชน
“ยอมรับว่าทุกวันนี้ยังหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงขนาดนอนไม่หลับ แถมร่างกายยังฟกช้ำจากการถูกทำร้ายอยู่เลย แม้จะกลัวอยู่แต่ตนก็ยังต้องเข้าออกบ้านเหมือนเดิม เพราะต้องทำงานและใช้ชีวิตประจำวันอยู่ภายในซอยดังกล่าว แต่ก็แอบหวั่นใจว่า จะมีใครมาทำร้ายหรือเปล่า หรือจะมีโทรศัพท์โทรมาข่มขู่ จึงอยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว” น.ส.อัญรัตนน์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการดูคลิปวีดีโอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีไม่ยอมถอยรถจนเรื่องราวบานปลายนั้น จึงได้ไปตรวจสอบภายในซอยดังกล่าว พบบริเวณที่เกิดเหตุทะเลาะกันและนายเกษียรลงมือทำร้ายร่างกาย น.ส.อัญรัตน์นั้น เป็นซอยแคบรถยนต์วิ่งได้ทางเดียวแต่ไม่สามารถสวนกันได้ หากวิ่งมาเจอกันต้องมีการหลบไปยังที่ว่างแล้วให้อีกคันขับผ่านไปได้ ซึ่งในจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นหน้าโกดังของบริษัทหนึ่ง หากรถเบนซ์ของนายเกษียรเลี้ยวเบี่ยงหลบทางซ้ายมือซึ่งมีที่ว่าง แล้วให้ น.ส.อัญรัตน์ ขับผ่านไปก่อน ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
รวบโจ๋แสบคิดสั้นทุบกระจกรถตำรวจ
โปลิศบก.น.1รวบโจ๋แสบคิดสั้นทุบกระจกรถเก๋งสายตรวจบก.ทล.สารภาพตระเวนออกทุบกระจกลักทรัพย์มาแล้วกว่า 50 ครั้ง
วันนี้ (22 ก.พ.) พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.น.1 พ.ต.อ.อัศวยุทธ นุชพุ่ม ผกก.สน.ห้วยขวาง พ.ต.ท.พยงค์ เอี่ยมสกุล รองผกก.ป. แถลงจับกุมนายวราชัย มงคลนำ อายุ 23 ปี และนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี สองผู้ต้องหาตระเวนทุบกระจกรถประชาชน ลักทรัพย์สิน พร้อมของกลางอาวุธปืน .45 จำนวน 1 กระบอก ไขควง ไฟฉาย อุปกรณ์ในการงัดแงะ สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ กระเป๋าเงินแบบผู้หญิง โทรศัพท์มือถือ และรถจยย. ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ไม่ติดป้ายทะเบียน จับกุมได้ขณะกำลังเตรียมทุบกระจกรถเก๋งสายตรวจ ฮอนด้า แอคคอร์ท ทะเบียน ษฉ-5026 กรุงเทพมหานคร ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ทล. ซึ่งแวะรับประทานอาหาร บริเวณหน้าที่สถานบริการยูโธเปีย ถนนวัฒนธรรม แขวงและเขตห้วยขวาง
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ เปิดเผยว่า ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.ห้วยขวาง ออกปฏิบัติหน้าที่ เมื่อมาถึงบริเวณด้านหน้าสถานบริการยูโธเปีย สังเกตเห็นคนร้ายทั้งสอง กำลังใช้ไขควง พยายามงัดและทุบกระจกรถเก๋งสายตรวจ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ทล. อยู่ จึงแสดงตัวจับกุม ระหว่างนั้นทั้งสองพยายามหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมไว้ได้พร้อมของกลางทั้งหมด สอบสวนทั้งสองรับสารภาพว่า ตระเวนออกทุบกระจกรถลักทรัพย์วันนี้ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เรื่อยมาตั้งแต่ย่านเตาปูน มาจนถึงห้วยขวาง รวมก่อเหตุมาแล้ว 4 ครั้ง ยังไม่ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสด สาเหตุที่เลือกทุบกระจกรถของตำรวจ เนื่องจากอยากได้ปืนมาใช้ ที่ผ่านมาออกตระเวนก่อเหตุลักษณะนี้รวมแล้วกว่า 50 ครั้ง ทั้งนี้นายวราชัย เพิ่งพ้นโทษจากการถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันลักทรัพย์(ทุบกระจกรถ) มาไม่นาน ก็กลับมาก่อเหตุอีก เบื้องต้นควบคุมตัวทั้งสอง พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี.
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ เปิดเผยว่า ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.ห้วยขวาง ออกปฏิบัติหน้าที่ เมื่อมาถึงบริเวณด้านหน้าสถานบริการยูโธเปีย สังเกตเห็นคนร้ายทั้งสอง กำลังใช้ไขควง พยายามงัดและทุบกระจกรถเก๋งสายตรวจ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ทล. อยู่ จึงแสดงตัวจับกุม ระหว่างนั้นทั้งสองพยายามหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมไว้ได้พร้อมของกลางทั้งหมด สอบสวนทั้งสองรับสารภาพว่า ตระเวนออกทุบกระจกรถลักทรัพย์วันนี้ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เรื่อยมาตั้งแต่ย่านเตาปูน มาจนถึงห้วยขวาง รวมก่อเหตุมาแล้ว 4 ครั้ง ยังไม่ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสด สาเหตุที่เลือกทุบกระจกรถของตำรวจ เนื่องจากอยากได้ปืนมาใช้ ที่ผ่านมาออกตระเวนก่อเหตุลักษณะนี้รวมแล้วกว่า 50 ครั้ง ทั้งนี้นายวราชัย เพิ่งพ้นโทษจากการถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันลักทรัพย์(ทุบกระจกรถ) มาไม่นาน ก็กลับมาก่อเหตุอีก เบื้องต้นควบคุมตัวทั้งสอง พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี.
รวบหนุ่มใหญ่สวีเดน หลอกแรงงานไทย 168 คนไปปล่อยลอยแพ
โปลิศสวีเดนประสานตร.ไทยจับบริษัทตุ๋นแรงงานไทยไปทำงาน พร้อมกับเชิดค่าแรงรวมกว่า 25 ล้านบาทก่อนหนีหายเข้ากลีบเมฆ ปล่อยลอยแพคนงาน 168 ชีวิต
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ ผบก.ทท. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. พ.ต.ท.เกื้อกมล ดวงประทีป รอง ผกก.3 บก.ทท. พ.ต.ต.บวรภพ สุนทรเลขา สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท. ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายอารี เวคโค จูฮานี ฮาวลิโคเน่น อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสวีเดน
พล.ต.ต.รอยเปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกับตำรวจของสวีเดนได้ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่าเมื่อปี 53 ที่ผ่านมา นายอารีได้ทำการเปิดบริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานไทยเพื่อไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้ส่งแรงงานไทยจำนวน 168 คน ไปทำงานด้านการเกษตรยังประเทศสวีเดนเพื่อทำงานด้านเกษตร ซึ่งแรงงานชุดดังกล่าวได้ทำการกู้เงินจากธนาคาร และเงินนอกระบบรวมทั้งหมด 13 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่เมื่อแรงงานชุดนี้เดินทางไปทำงานที่ประเทศสวีเดนแล้วปรากฏว่านายอารียังฉ้อโกงเงินค่าจ้างไปอีก คิดเป็นเงินไทยจำนวน 24.8 ล้านบาท ทำให้แรงงานทั้งหมดไม่ได้รับเงินค่าจ้างและถูกปล่อยลอยแพ ทั้งหมดจึงเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือกับทางการสวีเดน ก่อนจะได้รับการส่งตัวกลับประเทศไทยในเวลาต่อมา
พล.ต.ต.รอย กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุนายอารีได้นำเงินทั้งหมดที่ได้จากการหลอกลวงแรงงานหลบหนีมากบดานที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 54 โดยจะเปลี่ยนที่กบดานอยู่เสมอทำให้ยากต่อการจับกุม ต่อมารัฐบาลสวีเดนจึงทำการออกหมายจับและยกเลิกหนังสือเดินทางของนายอารีไว้ ก่อนประสานมายังประเทศไทยเพื่อให้ติดตามจับกุมตัว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีผ่านทางระบบ Touriat Buddy Applications ว่าพบนายอารีหลบช่อนตัวอยู่ใน จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดชลบุรี ก่อนเข้าจับกุมนายอารีขณะกบดานอยู่ภายในบ้านเลขที่ 127/759 หมู่ที่ 3 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี ก่อนควบคุมตัวมาสอบปากคำ
พล.ต.ต.รอย กล่าวด้วยว่า จากการสอบสวนนายอารี ให้การรับสารภาพโดยอ้างว่าเพิ่งเปิดบริษัทหลอกลวงแรงงานไทยชุดดังกล่าวเพียงชุดเดียว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้หากมีแรงงานไทยคนใดเคยถูกนายอารี หลอกลวงในลักษณะนี้ก็สามารถเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมได้
พล.ต.ต.รอยเปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกับตำรวจของสวีเดนได้ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่าเมื่อปี 53 ที่ผ่านมา นายอารีได้ทำการเปิดบริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานไทยเพื่อไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้ส่งแรงงานไทยจำนวน 168 คน ไปทำงานด้านการเกษตรยังประเทศสวีเดนเพื่อทำงานด้านเกษตร ซึ่งแรงงานชุดดังกล่าวได้ทำการกู้เงินจากธนาคาร และเงินนอกระบบรวมทั้งหมด 13 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่เมื่อแรงงานชุดนี้เดินทางไปทำงานที่ประเทศสวีเดนแล้วปรากฏว่านายอารียังฉ้อโกงเงินค่าจ้างไปอีก คิดเป็นเงินไทยจำนวน 24.8 ล้านบาท ทำให้แรงงานทั้งหมดไม่ได้รับเงินค่าจ้างและถูกปล่อยลอยแพ ทั้งหมดจึงเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือกับทางการสวีเดน ก่อนจะได้รับการส่งตัวกลับประเทศไทยในเวลาต่อมา
พล.ต.ต.รอย กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุนายอารีได้นำเงินทั้งหมดที่ได้จากการหลอกลวงแรงงานหลบหนีมากบดานที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 54 โดยจะเปลี่ยนที่กบดานอยู่เสมอทำให้ยากต่อการจับกุม ต่อมารัฐบาลสวีเดนจึงทำการออกหมายจับและยกเลิกหนังสือเดินทางของนายอารีไว้ ก่อนประสานมายังประเทศไทยเพื่อให้ติดตามจับกุมตัว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีผ่านทางระบบ Touriat Buddy Applications ว่าพบนายอารีหลบช่อนตัวอยู่ใน จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดชลบุรี ก่อนเข้าจับกุมนายอารีขณะกบดานอยู่ภายในบ้านเลขที่ 127/759 หมู่ที่ 3 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี ก่อนควบคุมตัวมาสอบปากคำ
พล.ต.ต.รอย กล่าวด้วยว่า จากการสอบสวนนายอารี ให้การรับสารภาพโดยอ้างว่าเพิ่งเปิดบริษัทหลอกลวงแรงงานไทยชุดดังกล่าวเพียงชุดเดียว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้หากมีแรงงานไทยคนใดเคยถูกนายอารี หลอกลวงในลักษณะนี้ก็สามารถเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมได้














