ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569

หมั่นฝึกหาความลำบากไปกับ Friction-Maxxing ลดเสียงรบกวนดิจิทัล และโอบรับกับความสามัญของกิจวัตร

 


  • Friction-Maxxing เป็นคำที่เพิ่งเกิดขึ้นปีเมื่อต้นปี 2026 โดย แคทริน เจเซอร์-มอร์ตัน นักเขียนจาก The Cut โดยเธอได้สานต่อแนวคิดที่ว่ามนุษย์ไม่ควรถูกเอาชนะด้วยความสะดวกสบายจนเกินไป
  • แนวคิดนี้เคยถูกเขียนมาแล้วบน The New York Times อธิบายว่ามนุษย์มองแต่ผลลัพธ์ และกำลังสูญเสียความหมายของการเป็นมนุษย์ ที่ต้องอาศัยความลำบากในการสร้างเสริมประสบการณ์
  • การสร้างความลำบาก หรือแรงเสียดทานนี้จึงเป็นการปฏิเสธต่อความสะดวกสบาย เช่น ออกไปซื้อข้าวเอง เดินทางโดยไร้จีพีเอส หรือลดเวลาบนหน้าจอให้น้อยลง เป็นต้น

( 1 min read )

ในโลกยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด เราให้ความสำคัญกับความเร็ว ความสะดวก และความสบาย ในอย่างไรก็ตามในขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกกลุ่มที่กำลังมองหาความยากลำบากในชีวิต ผ่านเทรนด์ที่มีชื่อเรียกว่า Friction-maxxing หรือกระแสการสร้างแรงต้านทานให้กับชีวิต เป็นเทรนด์การใช้ชีวิตด้วยการลดเทคโนโลยีให้น้อยลง ลดความสะดวกลงมา เพิ่มความลำบากแบบอดีตให้มากขึ้น 

โดยความแตกต่างของ Frictionmaxxing คือการทำให้การใช้ชีวิตของเราลำบากมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสมองของเรา หาอุปสรรคให้สมองได้ทำงานอย่างที่เคยเป็นนั่นเอง 

Friction-Maxxing เป็นการรวมสองคำระหว่างคำว่า Friction ที่แปลว่า แรงเสียดทาน กับ Maxxing คำเติมสุดฮิตที่แปลงมาจากคำว่า maximize หรือการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมกันกลายเป็นคำที่หมายถึงการสร้างแรงเสียดทานอย่างสูงสุด คำนี้เกิดขึ้นโดยคอลัมนิสต์ชื่อว่า แคทธริน เจเซอร์-มอร์ตัน (Kathryn Jezer-Morton) ในงานบทความ In 2026, We Are Friction-Maxxing ที่เขียนให้กับ The Cut เมื่อเดือนมกราคม ปี 2026

ในงานของเจเซอร์-มอร์ตัน เธออธิบายว่าบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ กำลังทำให้ประสบการณ์อย่างความน่าเบื่อ ความอึดอัดใจทางสังคม และการขบคิดเกี่ยวกับปัญหา หายไปจากชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การสั่งอาหารออนไลน์ เป็นการขจัดความน่าเบื่อในการเดินทางในเมือง รวมถึงลดการมีปฏิสัมพันธ์กับคนสำหรับคนที่ประสบกับโรคกลัวการเข้าสังคม เป็นต้น ไม่ต้องพูดถึงการมาของเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ทำให้เราเกิดความสะดวกสบายขึ้นมากเท่าตัว 

จุดนี้เองที่เธอสร้างคำว่า Friction-Maxxing คือการลดเวลาบนหน้าจอและสร้างความอดทนอดกลั้นกับความไม่สะดวกสบายต่างๆ เธอกล่าวว่าแนวคิดเรื่อง ‘แรงเสียดทาน’ อยู่ในหัวเธอมาตั้งแต่เธอสนทนากับ คาเรน ฮาว (Karen Hao) นักข่าวและนักเขียนให้กับ The Atlantic เมื่อปี 2025 นำมาผสมกับคำเติมอย่าง -maxxing ที่เป็นคำยอดฮิตบนโลกอินเทอร์เน็ต 

เรื่องนี้หากตามหาต้นตอของแนวคิด ทิม วู (Tim Wu) เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วบนบทความเชิงความเห็นบน The New York Times เมื่อปี 2018 ในชื่อ The Tyranny of Convenience โดยเขาอธิบายว่าความสะดวกสบายทำให้เราไม่นึกถึงตัวเลือกอื่นๆ เช่น การมีอยู่ของเครื่องซักผ้า ทำให้เราคิดว่าการกลับไปซักผ้าด้วยมือเป็นเรื่องไร้เหตุผลไปโดยปริยาย เพราะใครจะยอมเสียแรงและเวลาในเมื่อมีเครื่องทุ่นแรง หรือการชมหนังหรือซีรีส์ผ่านแพลตฟอร์มทำให้การนั่งรอดูรายการบนโทรทัศน์เป็นเรื่องไม่จำเป็นอีกต่อไป 

อย่างไรก็ตาม วูกล่าวว่าความสะดวกสบายไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะสามารถทำให้ชีวิตเหนื่อยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ยังเน้นย้ำว่าการที่เรามักเสพติดกับความสะดวกสบายจนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเสมอ และมีด้านมืดที่เราอาจไม่รู้ตัว นั่นก็คือความสะดวกสบายทำให้เราลืมว่าความท้าทายคืออะไร ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการทำให้ชีวิตเรามีความหมาย 

สิ่งที่น่าสนใจคือเขายกตัวอย่างเรื่องการปีนเขา จะมีความแตกต่างอะไรถ้ามีคนอีกกลุ่มกำลังขึ้นไปยอดเขาด้วยรถราง ในเมื่อก็ถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน วูกล่าวว่ามนุษย์ทุกวันนี้สนใจแต่ผลลัพธ์ โดยที่ไม่เหลียวแลกับการสร้างประสบการณ์ระหว่างทาง ทำให้ชีวิตเราไม่ต่างอะไรกับการนั่งรถรางที่ขาดสีสันชีวิต

นอกจากนี้ยังมีหนังสือ The Uncontrollability of the World โดย ฮาร์ตมุต โรซา (Hartmut Rosa) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน เขาอธิบายว่ามนุษย์ในโลกสมัยใหม่กำลังทำให้ทุกอย่างถูกควบคุมได้ไปเสียหมด หรือเกิดแนวคิดที่มนุษย์นั้นต้องเรียนรู้สิ่งหนึ่งเพื่อนำมาซึ่งการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ หรือเอาชนะสิ่งนั้นให้ได้ สิ่งที่โรซาพยายามนำเสนอคือ การที่เราจะสร้างความรู้สึกร่วมทางอารมณ์กับโลกได้นั้นต้องเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เพราะฉะนั้นแล้ว การที่เราจะมีรู้สึกร่วมกับโลกต้องควบคู่ไปกับ “สิ่งที่ควบคุมไม่ได้” 

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแนวคิดที่ทำให้เราเข้าใจว่าความสะดวกสบายในโลกยุคใหม่กำลังทำให้ศักยภาพความเป็นมนุษย์ลดน้อยลง ระยะเวลาการให้ความสนใจ (Attention Span) ลดน้อยลง จากการไถโทรศัพท์เพื่อเสพคอนเทนต์ที่รวดเร็ว ประสิทธิภาพในการคิดวิเคราะห์ (critical thinking) เราอ่อนลง เพราะไม่มีโอกาสในการสนทนาเชิงลึก ความฉลาดทางอารมณ์เริ่มเบาบาง เพราะไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อสังคม รวมถึงความจำเชิงพื้นที่ (spatial memory) ก็น้อยลงไปด้วย จากการที่เราพึ่งพาจีพีเอสจากแอปพลิเคชันในการนำทาง

Friction-Maxxing จึงเป็นการสวนทางกับสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเพื่อสร้างความลำบาก เช่น จากที่พึ่งพาเอไอในการหาคำตอบ เราอาจถอยร่นลงมาเพื่อหาข้อมูลบนเสิร์ชเอนจิ้นอีกครั้ง หรือเข้าห้องสมุด ปฏิเสฐการสั่งซื้อของออนไลน์เพื่ออุดหนุนร้านค้า รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอก ลดการใช้จีพีเอสและหมั่นใช้ความทรงจำในการเดินทาง เป็นต้น

อย่างที่ทราบกันดีว่า หากเราไม่ใช้สมอง สมองเราก็จะเสื่อมไปอย่างช้าๆ ทำให้ลดอัตราความเสี่ยงสูญเสียความทรงจำ (dementia) หรือประสิทธิภาพในการเรียนรู้  การที่เราพบกับความท้าทาย และปัญหาระหว่างทางจะเป็นการกระตุ้นความยืดหยุ่นของสมอง ซึ่งสามารถเกิดได้กับทุกจังหวะโอกาสชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสนทนากับคนแปลกหน้า ขบคิดกับเส้นทางใหม่ๆ หรือเพิ่มการรับรู้ที่แปลกใหม่ผ่านทิวทัศน์ เมือง คน อากาศ และธรรมชาติ ทุกการจับต้องและจดจำของเราล้วนเป็นการสร้างให้สมองแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา Friction-Maxxing จึงไม่ใช่การสร้างความลำบากให้เราทำไม่ได้ แต่เป็นการทวงคืนความเป็นมนุษย์ที่เคยอยู่คู่กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มาตลอดหลายปี


อ้างอิง:

Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Disqus Shortname

Comments system

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Post Top Ad

คลังบทความของบล็อก

Author Details

Menu - Pages

Business

Random Posts

Recent

Popular

Blog Archive