เวลาที่เรารู้สึกว่าชีวิตไร้จุดหมาย วนเวียนอยู่กับเส้นทางเดิมๆ หรือตกอยู่ในความงุนงง หลายคนมักเริ่มต้นหาทางออกด้วยการทำ Ikigai Check-in ซึ่งเป็นศาสตร์จากญี่ปุ่นที่ชวนเราสำรวจจุดตัดของชีวิตผ่านคำถาม 4 ข้อ คือ สิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราถนัด สิ่งที่โลกต้องการ และสิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา เพื่อหาจุดสมดุลที่เรียกว่า ‘อิคิไก’ หรือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ การตอบคำถามเหล่านี้อาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการมองเห็นภาพรวมของชีวิตในขณะนั้น
ทว่าในความเป็นจริง ศาสตร์ของอิคิไกอาจไม่ได้ผลเสมอไปสำหรับทุกคนหรือทุกช่วงเวลา เพราะบางครั้งการพยายามหาจุดตัดที่ลงตัวทั้ง 4 ด้านพร้อมกัน อาจเป็นการสร้างความกดดันให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะในวันที่เรายังไม่แน่ใจว่าโลกต้องการอะไร หรือยังมองไม่เห็นเส้นทางที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้กลายเป็นรายได้ ความพยายามหาจุดตัดที่สมบูรณ์แบบอาจกลายเป็นความเครียดสะสม แทนที่จะได้ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่
ดังนั้น การลองถอยกลับมาสำรวจพื้นฐานของจิตใจผ่านทฤษฎี Self-Determination Theory (SDT) ซึ่งเป็นงานวิจัยทางจิตวิทยาที่อธิบายว่า มนุษย์เราจะมีแรงจูงใจและมีความสุขที่แท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐาน 3 อย่างที่สมดุลกัน
นั่นคือการรู้สึกว่าเรา มีอิสระ มีความสามารถที่พัฒนาได้ และมีความเชื่อมโยงกับผู้อื่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยลดความสับสนในชีวิตลงได้
การมองหา ‘พลังงานในตัว’
โดยอย่างแรก ให้เราลองมองหาพลังงานในตัว แทนการตั้งคำถามว่าเราเก่งอะไรหรือโลกต้องการอะไร ให้ลองสังเกตดูว่าในหนึ่งวัน กิจกรรมไหนที่เราทำแล้วรู้สึกเหมือนไฟในตัวมันสว่างขึ้นมา หรือกิจกรรมไหนที่ทำแล้วรู้สึกเหนื่อยล้าเกินไป เหมือนโดนสูบพลังกายและใจไปจนเกือบหมดตัว
เพราะบางครั้งความถนัดที่เราทำได้ดีจนคนอื่นมาขอความช่วยเหลือ อาจจะเป็นตัวการหลักที่ทำให้เราเหนื่อยล้าก็ได้ หากเราไม่ได้รักมันจริงๆ การเดินตามทิศทางของพลังงานตัวเอง มักจะพาเราไปเจอเส้นทางที่รักษาสมดุลของใจได้ดีกว่า
‘การได้ลองใช้ชีวิต’ ในแบบของตัวเอง
หรืออีกหนึ่งแนวคิดคือ ‘การสร้างต้นแบบ’ แทนการพยายามค้นหาคำตอบที่สมบูรณ์แบบออกมา ลองอนุญาตให้ตัวเองได้ ‘ใช้ชีวิต’ ในแบบที่สงสัยดูบ้าง หากรู้สึกว่าเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่เริ่มไม่ใช่ แทนที่จะลาออกทันที ลองแบ่งเวลาสัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมงไปลองทำสิ่งที่เราสนใจจริงๆ การได้ลงมือทำจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าสิ่งนั้นคือตัวตนที่ใช่หรือเป็นแค่ความสนใจฉาบฉวยที่เราหลงใหลไปเอง
ความ ‘พอใจ’ ในเส้นทางของตัวเอง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความพอใจในเส้นทางของตัวเอง ที่ให้เราย้อนกลับมาโฟกัสที่ตัวเองว่า ในสิ่งที่เราทำอยู่นั้น เรามีสิทธิ์ตัดสินใจเองได้มากน้อยแค่ไหน เราได้ใช้ความสามารถในระดับที่ท้าทายพอดีหรือเปล่า และสิ่งที่ทำอยู่นั้นเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างอย่างไรบ้าง ถ้าองค์ประกอบเหล่านี้ลงตัว ความรู้สึกหลงทางจะค่อยๆ จางหายไปเอง โดยไม่ต้องรอให้เจอเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เสมอไป
สุดท้ายแล้ว ความรู้สึกว่าชีวิตไม่มีเป้าหมาย อาจเกิดจากการที่เราพยายามจะหา ‘คำตอบเดียว’ ให้กับชีวิต ถ้าพื้นฐาน 3 ข้อนี้มั่นคง ความงงๆ ในชีวิตจะค่อยๆ จางหายไป เพราะเราจะเริ่มรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเองจากภายใน โดยไม่ต้องรอให้องค์ประกอบภายนอกอย่างเรื่องเงินหรือความต้องการของโลกมาเป็นตัวกำหนดเพียงอย่างเดียว







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น