ความน่าจะเป็น (Probability) และการถดถอย (Regression) — พื้นฐานสำคัญของ Data Science
ในการวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างโมเดล Machine Learning มีแนวคิดพื้นฐาน 2 เรื่องที่พบอยู่เสมอ ได้แก่
ความน่าจะเป็น (Probability) ใช้ตอบคำถามว่า "เหตุการณ์หนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน"
การถดถอย (Regression) ใช้ตอบคำถามว่า "ตัวแปรหนึ่งมีความสัมพันธ์กับอีกตัวแปรอย่างไร และสามารถทำนายค่าในอนาคตได้หรือไม่"
แม้จะเป็นคนละหัวข้อ แต่ทั้งสองเรื่องมีความเชื่อมโยงกันอย่างมากในงานสถิติและ Data Science
1. ความน่าจะเป็น (Probability)
ความน่าจะเป็น คือ การวัดโอกาสที่เหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้น
ค่าความน่าจะเป็นจะอยู่ระหว่าง
0 หมายถึง ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น
1 หมายถึง เกิดขึ้นแน่นอน
หรือเขียนเป็นเปอร์เซ็นต์
0%
100%
ตัวอย่างการโยนเหรียญ
มีผลลัพธ์ 2 แบบ
หัว
ก้อย
ถ้าเหรียญยุติธรรม
P(หัว) = 0.5
P(ก้อย) = 0.5
หมายความว่าแต่ละเหตุการณ์มีโอกาสเกิด 50%
เหตุการณ์ (Event)
สมมติทอยลูกเต๋า
ผลลัพธ์ทั้งหมดคือ
1 2 3 4 5 6
ถ้าต้องการหาโอกาสที่จะได้เลขคู่
เหตุการณ์คือ
2 4 6
มี 3 ผลลัพธ์จากทั้งหมด 6 ผลลัพธ์
ดังนั้น
ความน่าจะเป็น = 3/6 = 0.5
หรือ 50%
ตัวอย่างในชีวิตจริง
ความน่าจะเป็นถูกใช้ในหลายด้าน เช่น
โอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้า
โอกาสที่ผู้ใช้จะกดโฆษณา
โอกาสที่นักเรียนจะสอบผ่าน
โอกาสที่เครื่องจักรจะเสีย
การพยากรณ์สภาพอากาศ
เช่น
วันนี้มีโอกาสฝนตก 70%
หมายถึงจากข้อมูลและแบบจำลองที่ใช้ มีความน่าจะเป็นประมาณ 0.7 ที่ฝนจะตก
2. การถดถอย (Regression)
Regression เป็นเทคนิคทางสถิติที่ใช้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
ตัวอย่าง
เราต้องการดูว่า
จำนวนชั่วโมงอ่านหนังสือ
↓
มีผลต่อ
↓
คะแนนสอบ
ข้อมูลอาจเป็น
| ชั่วโมงอ่าน | คะแนน |
|---|---|
| 1 | 45 |
| 2 | 52 |
| 3 | 60 |
| 4 | 68 |
| 5 | 75 |
จะเห็นว่าเมื่ออ่านหนังสือมากขึ้น คะแนนมีแนวโน้มสูงขึ้น
Regression จะพยายามหาเส้นที่อธิบายแนวโน้มของข้อมูล
สมการเส้นตรง
Simple Linear Regression มีรูปแบบ
ŷ = b₀ + b₁x
โดย
x = ตัวแปรอิสระ (Independent Variable)
ŷ = ค่าที่โมเดลทำนาย
b₀ = จุดตัดแกน Y (Intercept)
b₁ = ความชัน (Slope)
ตัวอย่าง
คะแนน = 35 + 8 × ชั่วโมงอ่าน
ถ้าอ่าน 5 ชั่วโมง
คะแนน = 35 + 8(5)
= 75
โมเดลจึงทำนายคะแนนได้ประมาณ 75 คะแนน
Regression ใช้ทำอะไร?
Regression ใช้สำหรับ
ทำนายยอดขาย
ทำนายราคาบ้าน
ทำนายคะแนนสอบ
ทำนายอุณหภูมิ
วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อผลลัพธ์
ตัวอย่าง
งบโฆษณา
↓
ยอดขาย
หรือ
พื้นที่บ้าน
จำนวนห้อง
อายุบ้าน
↓
ราคาบ้าน
ความสัมพันธ์ระหว่าง Probability กับ Regression
จุดสำคัญคือ
ข้อมูลจริงมักไม่เป็นเส้นตรงสมบูรณ์
ตัวอย่าง
แม้อ่านหนังสือ 5 ชั่วโมง
บางคนได้ 70 คะแนน
บางคนได้ 78 คะแนน
บางคนได้ 82 คะแนน
เพราะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
ดังนั้น Regression ไม่ได้บอกว่า
อ่าน 5 ชั่วโมงแล้วต้องได้ 75 คะแนนแน่นอน
แต่บอกว่า
จากข้อมูลที่ผ่านมา คะแนนที่คาดหวังมีแนวโน้มอยู่ประมาณ 75 คะแนน
และยังมีความไม่แน่นอน (Uncertainty) อยู่
ความน่าจะเป็นจึงเข้ามาช่วยอธิบายว่า
ค่าจริงอาจอยู่รอบ ๆ ค่าที่ทำนาย
ความผิดพลาดของโมเดลมีลักษณะอย่างไร
การทำนายมีความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
| หัวข้อ | Probability | Regression |
|---|---|---|
| คำถามหลัก | มีโอกาสเกิดไหม | มีความสัมพันธ์ไหม |
| ผลลัพธ์ | 0 ถึง 1 | ค่าตัวเลข |
| ใช้กับ | เหตุการณ์ | ตัวแปร |
| ตัวอย่าง | ฝนตก 70% | ยอดขายเดือนหน้า 120,000 บาท |
ตัวอย่างใน Data Science
สมมติร้านค้าออนไลน์มีข้อมูล
จำนวนครั้งเข้าชมเว็บไซต์
จำนวนสินค้าที่ดู
เวลาที่อยู่บนเว็บ
สามารถใช้
Regression
เพื่อทำนาย
ยอดเงินที่ลูกค้าจะซื้อ
และใช้
Probability
เพื่อประเมิน
โอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้า
ดังนั้นสองแนวคิดนี้จึงทำงานร่วมกันได้
สรุป
Probability ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับ "โอกาส" และ "ความไม่แน่นอน" ของเหตุการณ์
ส่วน Regression ช่วยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และใช้สร้างโมเดลเพื่อทำนายค่าที่สนใจ
ในงาน Data Science จริง ทั้งสองเรื่องมักใช้ร่วมกัน เพราะข้อมูลในโลกจริงไม่ได้มีคำตอบที่แน่นอน 100% โมเดลจึงต้องทั้ง ทำนายแนวโน้ม และ คำนึงถึงความไม่แน่นอน ของข้อมูลไปพร้อมกัน
Probability บอกว่าอะไรมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ส่วน Regression บอกว่าข้อมูลมีแนวโน้มอย่างไร และช่วยทำนายค่าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น