WEBSITE DESIGN TEL 095-954-4524
วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ยิงร้านแต่งรถจยย.ย่านดินแดงดับ1 เจ็บอีก3
แก๊งจยย.ซิ่งปาขวด ยิงปืนใส่ร้านแต่งรถย่านดินแดงดับ 1 บาดเจ็บ 3 ปมไม่พอใจอะไหล่ซ่อมจยย.พาพวกย้อนกลับมายิงระบายแค้น
เมื่อเวลา 02.05 น.วันนี้( 11 ต.ค.) พ.ต.ท.คำพันธ์ แสนทวีสุข พงส.(สบ2)สน.ดินแดง ได้รับแจ้งมีคนถูกยิงที่ร้านซ่อมรถจยย.ไม่มีชื่อ บ้านเลขที่ 5947 ถนนอโศก-ดินแดง แขวงและเขตดินแดง จึงนำกำลังเดินทางไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์1 คูหา สูง 4 ชั้น เปิดเป็นร้านซ่อมรถจยย. ที่หน้าร้านมีเศษขวดเบียร์แตกกระจายเป็นจำนวนมาก ภายในร้านพบ นายอาทิตย์ หรือดุ่ย ประพฤติชอบ อายุ 20 ปี ช่างซ่อมรถประจำร้าน นาย แบงค์ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นักแข่งรถของร้านดังกล่าวซึ่งเคยมีดีกรีแชมป์หลายสนาม และนายอธิ หรือแอม บุญสิน อายุ 24ปี เป็นเพื่อนของรุ่นพี่นายอาทิตย์ ขณะกำลังรอให้การต่อทางเจ้าหน้าที่
นายอาทิตย์ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังนั่งซ่อมอะไหล่รถจยย.อยู่ในร้าน เพื่อเตรียมรถไปแข่งทางตรงรุ่น125 ซีซี ระยะทาง 402 เมตร ในวันที่13 ต.ค. ที่สนามเทพนคร ย่านถนนพระราม 2 จ.สมุทรสาครเพื่อ ชิงถ้วยพระราชซึ่งที่ร้านของตนเพิ่งจะได้ที่1 มาในสนามที่แล้ว โดยมี นายแบงค์ และนายอธิ เพื่อนรุ่นพี่ที่มาหาที่ร้านนั่งเล่นอยู่ด้วยกันที่ชั้นล่าง และเห็นว่าดึกแล้วจึงได้ปิดประตูร้าน อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงรถจยย.หลายคันบิดมาที่หน้าร้านแล้วมีเสียงขวดแตกอยู่ด้านหน้าร้าน จึงเดินออกมาดูก็เห็นวัยรุ่นประมาณ10 คน ขี่รถจยย.ประมาณ 4 คันโยนขวดเบียร์มาที่หน้าร้านก่อนขับรถหนีไป ห่างกันไม่นานทั้งหมดก็กลับมาขว้างขวดเบียร์ใส่หน้าร้านอีก จึงวิ่งขึ้นไปแอบดูอยู่ที่ชั้นสอง พอเวลาผ่านไปไม่นานกลุ่มจยย.ดังกล่าวก็วนรถกลับมาอีกรอบคราวนี้ได้ยินทั้งเสียงขวดและเสียงดังคล้ายระเบิด เบื้องต้นไม่ทราบว่าเป็นฝีมือใคร เพราะไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน และไม่รู้จักพวกก่อเหตุด้วย แต่จะเกี่ยวกับการแข่งขันรถหรือไม่ไม่ทราบ
จากนั้นเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยรอบ ปรากฏว่า บนทางเท้าห่างจากร้านออกไปประมาณ 20 เมตรพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ 1 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน และห่างออกไปกว่า 200 เมตรที่พื้นผิวถนนบริเวณหน้าปากซอยสุทธิพร 3 พบคราบเลือดเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงทำการประสานไปยังโรงพยาบาลข้างเคียงว่ามีใครได้รับบาดเจ็บเข้ามารักษาตัวหรือไม่ ก่อนพบว่าที่ รพ.ราชวิถี มีคนถูกยิงเข้ามารักษาตัวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อ นายทวีศักดิ์ หรือโอเล็ก แก้วเชิด อายุ 20 ปี หลานชายเจ้าของร้านสกรีนเสื้อแห่งหนึ่งในซอยประชาสงเคราะห์12 อยู่บ้านเลขที่ 105/1 ซอยเพ็ญและเพื่อน แขวงและเขตดินแดง ซึ่งถูกยิงด้วยอาวุธปืนยังไม่ทราบขนาดเข้าที่ด้านหลังศีรษะ 1 นัด นายนพ (นามสมมติ) อายุ 16ปี ถูกยิงที่หน้าอกทะลุปอดอาการสาหัส และนายมงคลศักดิ์ หรือหมู นึกสูงเนิน อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1446 ถนนดินแดง แขวงและเขตดินแดง ถูกยิงที่บั้นท้าย 1 นัด นอกจากนี้ยังได้รับการประสานว่ามีผู้บาดเจ็บได้เข้ารับการรักษาที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าอีก 1 ราย ทราบชื่อ นายพรชัย หรือบูม อินทร์แก้ว อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1243 ซอยสุทธิพร แขวงและเขตดินแดง จึงเดินทางไปตรวจสอบ
ด้าน พ.ต.อ.พจน์ บุญมาภาคย์ รอง ผบก.น.1 เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า มีกลุ่มคนร้ายวัยรุ่นประมาณ 10 คน ขี่รถจยย. ประมาณ 4 คันมาขว้างปาขวดเบียร์ใส่หน้าร้านซ่อมรถดังกล่าวซึ่งเป็นของนายปุ๊ (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) หลายรอบ กระทั่งรอบสุดท้ายได้มีการเข้าไปทำร้ายร่างกายกันถึงในร้าน และมีเสียงปืนดังขึ้นจำนวนหลายนัด จนทำให้ฝ่ายของนายทวีศักดิ์ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ อยู่ระหว่างสอบสวนทั้งสองฝ่าย และพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุ รวมทั้งนายปุ๊ด้วย เพราะขณะเกิดเหตุนายปุ๊ไม่อยู่ที่ร้าน ส่วนสาเหตุของการก่อเหตุทราบว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ตายเคยมีเรื่องกับทางร้านของนายปุ๊เกี่ยวกับอะไหล่ซ่อมรถจยย.ทำให้กลุ่มผู้ตายเกิดความไม่พอใจ จนมีเรื่องชกต่อยกันที่ร้านไปดังกล่าวมาก่อนแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กระทั่งกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง แต่ตอนแรกนายอาทิตย์ยังไม่กล้าเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ จนถูกเค้นมากเข้าจึงยอมเปิดปากรับว่าที่ร้านเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับกลุ่มผู้ตายมาก่อนแล้ว และเมื่อกลางดึกก็ได้มีการเข้าไปทำร้ายร่างกายกันภายในร้านอีกด้วย แต่ยังไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนลงมือยิงกลุ่มผู้ตาย เพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่พบอาวุธปืนของกลาง และไม่พบปลอกกระสุนภายในร้านแต่อย่างใด
พ.ต.อ.พจน์ เผยต่ออีกว่า ในช่วงสายของวันนี้จะนำคู่กรณีทั้งสองฝ่ายไปตรวจหาเขม่าดินปืนเพื่อหาตัวคนก่อเหตุยิงนายทวีศักดิ์เสียชีวิต และผู้ที่ ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้จะให้ฝ่ายสืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบเพื่อหากลุ่มที่เข้าไปก่อเหตุว่าเป็นใครบ้าง เพื่อจะได้ขออนุมัติออกหมายจับต่อไป ส่วนนายหมูขณะนี้ได้ย้ายไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจแล้ว นายนพยังคงรักษาตัวอยู่ที่รพ.ราชวิถี และนายบูม ทางแพทย์ให้กลับบ้านได้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะเรียกมาสอบปากคำอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงสายคดีน่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เรื่องปูมเหตุคดีนี้ไม่น่ามีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันรถจยย.ในสนามแต่อย่างใด.
แห่ขอเลขเด็ดวิญญาณเฮี้ยนผัวถูกฆ่าหั่นศพ
ชาวบ้านแห่ขอเลขเด็ด วิญญาณอดีตดีไซเนอร์เฮี้ยน โผล่หลอนสิบเวรห้องขัง หลังถูกภรรยาฆ่าหั่นศพ ผกก.เผยเตรียมทำบุญ 13 ต.ค.นี้ เสริมสิริมงคล
จากกรณีที่ น.ส.พรสุรีย์ ดีแผ่ว อายุ 36 ปี เมียสาว ที่มีอาการคลั่งจากฤทธิ์ยาบ้า ก่อเหตุฆ่าหั่นศพ นายประสิทธิ์ ศรีสมบุญญานนท์ อายุ 47 ปี อดีตดีไซเนอร์ ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งตัว ที่ห้องพักเลขที่ 714 ชั้น 7 ธิติวงศ์อพาร์ตเมนต์ ซอยบางขุนนนท์ 12 แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. ก่อนชำแหละชิ้นส่วนยัดใส่กระเป๋าเดินทาง ตัดศีรษะโยนทิ้งคลองบางกอกน้อย ต่อมาจึงเกิดเรื่องสยองขวัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมห้องผู้ต้องหาพบว่ากระเป๋าของกลางที่ใส่ศพ นายประสิทธิ์ ขยับลากไปเองได้ และเมียสาวพบร่างไร้หัวสามีลอยร้องไห้อยู่นอกห้องขัง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้า วันนี้( 10 ต.ค.) พ.ต.อ.สุกิจ อรุณฤกษ์ถวิล ผกก.สน.บางขุนนนท์ เปิดเผยถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเชื่อส่วนบุคคล อาจเพราะเจ้าหน้าที่มีความอ่อนเพลีย แต่ไม่ขอลบหลู่ ส่วนกระเป๋ายังคงวางอยู่ที่เดิมภายในห้องขังเพื่อรอกองพิสูจน์หลักฐานนำไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม วันที่ 13 ต.ค. นี้ ซึ่งตรงกับวันตำรวจ จะทำบุญเลี้ยงพระพอดี แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องกระเป๋าใบดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศบริเวณหน้าห้องควบคุมผู้ต้องหา มีกลุ่มแม่ค้า พ่อค้า และชาวบ้านที่ได้ยินเรื่องกระเป๋าสยองขวัญดังกล่าว มาขอดูเพื่อหวังจะขอเลขเด็ด เพราะความเฮี้ยน แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตเนื่องจากกระเป๋าดังกล่าวเป็นวัตถุพยานซึ่งมีผลต่อรูปคดี
บุกจับ5เกาหลี ลอบเปิดเว็บรับแทงฟุตบอล-กีฬาทั่วโลก
วันนี้( 10 ต.ค.) พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ทิฆัมพร ศรีสังข์ ผกก.2 บก.สส.สตม.พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สส.สตม.นำหมายค้นศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ ค.380/2555 ลงวันที่ 10 ต.ค. เข้าตรวจค้นภายในบ้านเลขที่ 599/30 หมู่บ้านกลางกรุงซอย 1 ถนนนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา หลังสืบทราบว่า มีแก๊งชาวเกาหลีใต้ใช้บ้านหลังดังกล่าวลักลอบเปิดเป็นบ่อนการพนันออนไลน์
บ้านหลังดังกล่าวเป็นทาวน์โฮมหรูสูง 4 ชั้น จากการตรวจสอบบริเวณชั้น 2 ของบ้านพบนายลิม เคียว จิน อายุ 24 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ รับเป็นเจ้าของบ้าน ขณะเดียวกันก็พบชาวเกาหลีใต้อีก 4 คน ประกอบด้วยนายโฮดองยัง นายคิมวูยุก นายลีฮุนจุน และนายลียองปาย นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง กำลังแบ่งหน้าที่กันรับแทงพนันฟุตบอลกับการพนันกีฬาชนิดอื่นๆ ผ่านเว็บไซด์ www.ScoreNARA.com และคิดเงินในบัญชีของลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมพร้อมยึดของกลางเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ จำนวน 4 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก 2 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง และแท็บเล็ตอีก 1 เครื่อง
พ.ต.อ.ชาติชาย เปิดเผยว่า การเข้าจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. ได้รับการประสานจากตำรวจสากลว่า มีชาวเกาหลีใต้จำนวน 22 คน หลบหนีการจับกุมออกมาจากประเทศกัมพูชา และเข้ามาลักลอบเปิดเว็บไซด์รับแทงพนันฟุตบอลและกีฬาอื่นๆในประเทศไทย จึงทำการตรวจสอบจนกระทั่งพบว่า มีชาวเกาหลี รวมกลุ่มเข้ามาพักอาศัยอยู่บ้านหลังดังกล่าว เมื่อนำกำลังมาตรวจสอบก็พบว่า บ้านหลังดังกล่าว มีชาวเกาหลีเข้าออกจากบ้านหลายคน รวมทั้งมีการใช้ม่านปิดตามหน้าต่าง ใช้ตัวหนีบปิดช่องว่างทุกช่องไว้เป็นอย่างดี จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้าตรวจค้นภายในบ้านหลังดังกล่าวก็พบผู้ต้องหาทั้ง 4 คน กำลังแบ่งหน้าที่กันรับแทงและคิดบัญชีเงินของลูกค้า จึงเข้าจับกุมพร้อมของกลางดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีเกินกว่า 10 ล้านบาท
พ.ต.อ.ชาติชาย กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นนายลิมเคียวจิน อ้างว่า เช่าบ้านหลังดังกล่าวพักอาศัยมาแล้ว 7 ปี โดยทำอาชีพนำทัวร์ ส่วนเพื่อนอีก 4 คน เพิ่งเข้ามาขอพักอาศัยที่บ้านเพื่อทำเว็บไซด์รับแทงพนันฟุตบอลได้ประมาณ 2 เดือน จึงแจ้งข้อหาชักชวนให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน พร้อมทั้งจะทำการตรวจสอบว่าผู้ต้องหาทั้ง 5 คนอยู่ในกลุ่ม 22 คนที่หลบหนีออกมาจากกัมพูชาหรือไม่ นอกจากนี้จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง คือทำการยกเลิกวีซ่า พร้อมทั้งขึ้นบัญชีดำ ก่อนผลักดันออกนอกประเทศต่อไป
หนุ่มผช.กุ๊กควบซูเปอร์ไบท์คุมรถไม่อยู่แหกโค้งตกบึงมักกะสันดับ
หนุ่มอาชีพผู้ช่วยกุ๊กร้านอาหารญี่ปุ่นซิ่งซูเปอร์ไบท์ คุมรถไม่อยู่ชนขอบทางถนนเรียบบึงมักกะสัน ร่างกระเด็นตกคลองดับสยอง
เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้(11 ต.ค.) พ.ต.ท.คำพันธ์ แสนทวีสุข พงส.(สบ 2) สน.ดินแดง ได้รับแจ้งเหตุรถจยย.ชนขอบทางพลัดตกลงไปในน้ำ บริเวณทางโค้งเรียบบึงมักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี จึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำมูลนิธิร่วมกตัญญู ก่อนรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุที่เกิดเหตุเป็นทางโค้งก่อนถึงแยกอโศก-ดินแดง บริเวณพื้นถนนช่องทางขวาพบรถ จยย.ยี่ห้อซูซุกิ 6 เอสเอ็กซ์อาร์ 1000 ซีซี ทะเบียน ษพจ 8 กรุงเทพมหานคร สีดำ-เทา ล้มอยู่ในสภาพพังยับเยิน มีคราบน้ำมันำหลนองเต็มพื้นผิวถนน ห่างไปประมาณ 80 เมตร บริเวณขอบทางพบร่องรอยการชนและรอยคูดเป็นทางยาว
จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำได้ลงไปงมในบึงมักกะสันพบศพ นาย ธนากร ถมเมืองปัก อายุ 20 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดคอกลมสีดำ นุ่งกางเกงยีนส์ขายาวสีดำมีรอยฟกช้ำตามร่างกาย ก่อนนำศพส่งนิติเวชรพ.รามา
พ.ต.ท.คำพันธ์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนทราบว่าผู้ตายทำอาชีพผู้ช่วยกุ๊กอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นย่านสุขุมวิท 32 และก่อนเกิดเหตุไปเที่ยวกับเพื่อนหลังจากนั้นได้ขี่จยย.คันดังกล่าวเพื่อที่จะกลับบ้านที่ย่านซอยหมอเหล็ง มาด้วยความเร็วสูงแล้วควบคุมรถไม่อยู่จึงชนขอบทางเข้าอย่างจังก่อนตัวกระเด็นตกลงไปในน้ำจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว
พระซิ่งปิกอัพเสียหลักชนเสาไฟฟ้าตกคูน้ำเจ็บและมรณะภาพ
พระซิ่งปิกอัพรับสามเณรกลับจากเรียนธรรมะเสียหลักหมุนคว้างฟาดกับเสาไฟฟ้าข้างทาง ทั้งพระและเณรกระเด็นออกจากรถตกคูน้ำมรณะภาพ 4 บาดเจ็บ 12
วันนี้ (10 ต.ค.) ร.ต.ต.ยุทธเดช สุดเทียบ ร้อยเวรสอบสวน สภ.พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม รับแจ้งรถปิกอัพเสียหลักชนเสาไฟฟ้ามีพระสงฆ์และสามเณรมรณะภาพ หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบและเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ริมถนนศาลายา – นครชัยศรี หมู่ 1 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ปิกอัพ ยี่ห้อฟอร์ด 4 ประตู สีน้ำเงิน ทะเบียน ปว 7938 นครปฐม พลิกคว่ำอยู่ในคูน้ำข้างทาง กว้างประมาณ 5 เมตร มีพระสงฆ์และสามเณรได้รับบาดเจ็บตกลงอยู่ในน้ำ ร้องขอความช่วยเหลือ ชาวบ้านผู้พบเห็นเหตุการณ์ได้ลงไปช่วยขึ้นมาจากน้ำนำส่งโรงพยาบาลนครชัยศรีและโรงพยาบาลพุทธมณฑล 5 ราย ทราบชื่อ สามเณรภานุพงษ์ จูสม อายุ 14 ปี สามเณรจิระพันธ์ อารมณ์สุขโข อายุ 14 ปี สามเณรอภิวัฒน์ กิ่งแก้ว อายุ 15 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนสามเณรมนตรี แก้วประทุม อายุ 16 ปี มรณะภาพในเวลาต่อมา อีกรายสามเณรไม่ทราบชื่อ แพทย์อยู่ระหว่างให้ความช่วยเหลือ
ส่วนที่ รพ.นครชัยศรี 8 ราย ประกอบด้วยพระฐิติพงศ์ เขียนนอก อายุ 21 ปี และ พระสมภพ อรรลีโภค อายุ 31 ปีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย สามเณรเฉลิมชัย พงศ์เจริญ อายุ 13 ปี ,สามเณรสันติ วงสงฆ์ อายุ 14 ปี สามเณรธนพล แซ่ลิ้ม อายุ 15 ปี สามเณรเกรียง บูชา อายุ 15 ปี ส่วนสารเณรนิกร สุระโภคา อายุ 13 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสและมรณะภาพระหว่างนำส่ง รพ.สามเณรสุรัตน์ เพิ่มสันเที๊ยะ อายุ 15 ปี สามเณรธงชัย หงส์รักษา อายุ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์ต้องนำส่งต่อ รพ.นครปฐม สามเณรขวัญชัย บึงอำพัน อายุ 15 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์ต้องนำตัวส่งรพ.ศูนย์นครปฐมและมรณะภาพในเวลาต่อมา และนายวรวัฒน์ หรือไอซ์ อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58/1 ม. 6 ต.คลองใหม่ อ.สามพราน จ.นครปฐม ได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียชีวิตระหว่างนำส่ง
จากการสอบสวนทราบว่า พระสงฆ์เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว รับสามเณรกลับจากเรียนธรรมะที่วัดมหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล เพื่อมาจำวัดที่วัดใหม่สุประดิษฐาราม อ.นครชัยศรี ระหว่างทางเกิดเสียหลักหมุนคว้างกลางถนนก่อนจะฟาดกับเสาไฟฟ้าข้างทาง และพลิกคว่ำลงไปในคูข้างทาง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 รูปและเสียชีวิต 4 รูป
สามเณรธงชัย หงส์รักษา เผยว่า สามเณรทั้งหมดนั่งท้ายกระบะรถยนต์คันดังกล่าว ออกจากวัดมหาสวัสดิ์ และกำลังจะกลับวัดใหม่สุประดิษ์ฐาราม โดยมีหลวงพี่เป็นผู้ขับขี่ จู่ๆ หลวงพี่ก็เบรกรถอย่างกะทันหัน ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวหมุนคว้างก่อนฟาดเข้ากับเสาไฟฟ้าและพลิกคว่ำลงไปในคลอง ตนและเพื่อนสามเณรต่างกระเด็นออกจากท้ายกระบะไปคนละทิศละทาง ได้ยินแต่เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะมีชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯมาช่วยนำส่ง รพ.
สามเณรธงชัย หงส์รักษา เผยว่า สามเณรทั้งหมดนั่งท้ายกระบะรถยนต์คันดังกล่าว ออกจากวัดมหาสวัสดิ์ และกำลังจะกลับวัดใหม่สุประดิษ์ฐาราม โดยมีหลวงพี่เป็นผู้ขับขี่ จู่ๆ หลวงพี่ก็เบรกรถอย่างกะทันหัน ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวหมุนคว้างก่อนฟาดเข้ากับเสาไฟฟ้าและพลิกคว่ำลงไปในคลอง ตนและเพื่อนสามเณรต่างกระเด็นออกจากท้ายกระบะไปคนละทิศละทาง ได้ยินแต่เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะมีชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯมาช่วยนำส่ง รพ.
เบื้องต้นสันนิษฐานรถอาจเกิดความขัดข้องบางอย่าง หรืออาจมีอะไรตัดหน้าผู้ขับขี่จึงจำเป็นต้องเบรคกะทันหัน ทั้งนี้จะต้องรอสอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง ก่อนสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้
ทลายโกดังจับกุมกัญชาข้ามชาติหนัก 3 ตันค่ากว่า 500 ล้านบาท
ตำรวจ ร่วมกับ ป.ป.ส.ภาค 4 ทลายโกดัง จับกุมเครือข่ายกัญชาข้ามชาติ น้ำหนัก 3 ตัน มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
วันนี้(10 ต.ค.55) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พล.ต.ท.กวี สุภานันท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ จับกุมได้ 1 คน คือ นายสวนหรือ อ้วน ทักษะชำนาญกิจ พร้อมของกลางกัญชาแห้งอัดแท่ง 3 ตัน หรือ 3,000 กิโลกรัม ที่โกดังร้างติดถนนมัญจาคีรี- ชัยภูมิ ตรงบ้านเขวา ต.กุดเค้า อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น การจับกุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง บช.ภ. 4 สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 4 ตชด.ภ.2 บก.รน. และกองกำลังสุรนารี โดยสืบทราบว่า กัญชาชุดนี้มีการลำเลียงมาจากพื้นที่ จ.สกลนคร ตามตะเข็บชายแดนข้ามมาจากฝั่งลาว เป็นชุดใหญ่ประมาณ 3 - 5 ตัน มาพักเก็บไว้ในโกดังร้างแห่งนี้ แล้วทำการแพ็กใส่กล่องอย่างดี ส่งต่อไปยังท่าเรือคลองเตย เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า กัญชาชุดนี้คาดว่าจะส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย มูลค่าของกลางหากส่งออกมีมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท โดยโกดังแห่งนี้อ้างว่า จะใช้ตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งมีแรงงานชาวเวียตนามมาทำงานและลักลอบบรรจุกัญชาอัดแท่งไว้ลำเลียงส่งต่อโดยรถกระบะไปที่ท่าเรือคลองเตย เพื่อส่งขายข้ามชาติ สำหรับผู้ค้ายาเสพติดชุดนี้ เชื่อว่าเป็นชุดเดียวกันที่มีการจับกุมได้ของกลางกัญชาแห้งกว่า 3,000 กิโลกรัม ที่อ.หนองแค จ.สระบุรี เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบความเคลื่อนไหวของนักค้ายาเสพติดกลุ่มนี้ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา มีการลำเลียงยาเสพติดมาเก็บไว้ที่โกดังร้างแห่งนี้ ซึ่งทางสายสืบเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดมา กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.ของคืนวันที่ 9 ต.ค.ภายในโกดังจะมีการเคลื่อนไหวลำเลียงยาเสพติดออกนอกโกดัง จึงแสดงตัวเข้าจับกุมและสกัดการลำเลียงโดยมีการยิงต่อสู้กันหลายนาที คนร้ายอาศัยความมืดหลบหนีไปตามทุ่งนาข้างโกดัง กระทั่งเสียงปืนสงบเจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น พบกัญชาจำนวนมากดังกล่าว สำหรับยาเสพติดชุดนี้ ได้มอบให้ทางตำรวจ สภ.มัญจาคีรี เข้าดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ต้องหาและตรวจยึดของกลางทั้งหมด
คนร้ายย่ามใจบุกชิงทรัพย์เซเว่นกลางกรุง
คนร้ายบุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนเข้าชิงทรัพย์ภายในเซเว่น อีเลฟเว่น ปากซอยเพชรบุรี 25 ได้เงินสดไป 1พันกว่าบาท ตร.เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี.
เมื่อเวลา 01.15 น. วันที่ 10 ต.ค. ร.ต.ต.พีระกิตต์ หาญกล้า พงส.(สบ 1) สน.พญาไท รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนเข้าชิงทรัพย์ภายในเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาปากซอยเพชรบุรี 25 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย ร.ต.อ.สิปปนนท์ พ่วงขวัญ รองสว.สส.สน.พญาไท และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน
ที่เกิดเหตุเป็นร้านสะดวกซื้อเปิด 24 ชม. ภายในร้านพบน.ส.จิราพัชร อัตจันทร์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 242/2 ม.13 ต.โนนคูน อ.ยาวชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ พนักงานขาย ซึ่งอยู่ในอาการตื่นตกใจ จากการตรวจสอบทรัพย์สินภายในร้านถูกชิงทรัพย์เป็นเงินสดกว่า 1,000 บาท จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนน.ส.จิราพัชร เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ก่อนเกิดเหตุตนขณะปฏิบัติหน้าที่ตามปกติอยู่บริเวณหน้าเคาเตอร์แคชเชียร์เพียงคนเดียวเนื่องด้วยเป็นเวลาพักเพื่อผลัดเปลี่ยนเวร ของพนักงานได้มีชายรูปร่างผอมสูง อายุประมาณ 25-35 ปี สวมหมวกแก็ป แว่นตากันแดดสีดำและผ้าปิดปากเพื่อปิดบังใบหน้า สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำ นุ่งกางเกงยีนส์ขายาวใช้อาวุธปืนขนาด 11มม. สีดำ โดยยังไม่ทราบว่าเป็นอาวุธจริงหรือปลอม เข้ามาข่มขู่ และวางกระเป๋าผ้าสีดำขนาดใหญ่ไว้ที่เคาเตอร์ พร้อมทั้งบอกว่า “ให้ส่งเงินมาภายใน 5 วินาทีไม่ฉะนั้นยิง” ตนจึงให้เงินที่เพิ่งรับจากลูกค้าก่อนหน้านี้เป็นเงินกว่า 1,000 บาทไป เมื่อคนร้ายได้เงินสดแล้วหลบหนีไปในซอยเพชรบุรี 23 จากนั้นตนจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ
เบื้องต้นขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ และสอบปากคำพนักงานภายในร้านให้ได้รูปพรรณคนร้าย และเก็บรอยนิ้วมือแฝงของคนร้าย เพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.
ผลตรวจโครงกระดูกไร่"หมอสุพัฒน์" ชัดเป็นคนงานพม่าที่สูญหาย
ผลตรวจพิสูจน์โครงกระดูก 3 ศพ ในไร่ "หมอสุพัฒน์" ยินยันชัด หนึ่งในนั้น คือนายต้า คนงานในไร่ ที่สูญหายไปไร่ร่องรอย ส่วนอีก 2 ศพ ไม่ใช่สองสามีภรรยา แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร
วันนี้( 10 ต.ค.)ที่ศูนย์อำนวยการชันสูตรพลิกศพ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ หุ่นวิจิตร หัวน้าหน่วยนิติพันธุกรรมศาสตร์และหน่วยวิชาการ พร้อมด้วยทีมคณะทำงาน แถลงผลการชันสูตรโครงกระดูก ที่พบในไร่ของ พ.ต.อ.นายแพทย์ สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ โดย ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ เปิดเผยว่า ภายหลังได้นำโครงกระดูกทั้ง 3 มาตรวจพิสูจน์ ทางคณะแพทย์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการชันสูตรในครั้งนี้ ประกอบด้วยแพทย์ทีมนิติเวช นักนิติวิทยาศาสตร์ ทีมทันตแพทย์จากภาควิชารังสีวิทยา คณะทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์ โดยดำเนินการตรวจโครงกระดูกตามหลักนิติมานุษยวิทยา การตรวจฟันตามหลักนิติทันตกรรม และการตรวจสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ
โดยผลการชันสูตรสามารถสรุปได้ว่าโครงกระดูกทั้ง 3 โครงเป็นเพศชาย และตรวจพบรูที่คาดว่าน่าจะเกิดจากร่องรอยของกระสูนปืนทางเข้าบริเวณที่กะโหลกศีรษะ 2 โครงกระดูก ส่วนโครงที่สาม ไม่พบว่ามีร่องรอยกระสุนปืน ซึ่งผลการตรวจสารพันธุกรรมสามารถยืนยันได้ว่าหนึ่งในโครงกระดูกทั้ง 3 คือ นายต้า หรือตั้ง ชาวพม่า ซึ่งเป็นบิดาของ ด.ช.โซโหร่ยโหร่ย (ชาวพม่า) และนายต้า เป็นบุตรชายของ นายบิเอ่ หรือปิเอ (ชาวพม่า) จึงได้นำสารพันธุกรรมคือ เนื้อเยื่อกระพุ้งแก้ม และเส้นผม ของทั้ง 2 คนมาเปรียบเทียบพบว่าตรงกัน จึงสามารถยืนยันได้ว่าเป็นนายต้า ชาวพม่า
ในส่วนของข้อมูลการเปรียบเทียบโครงกระดูกของ นายต้า นั้น ได้ผลโดยสรุปออกมาคือ กะโหลกศีรษะ มีอายุระหว่าง 29-44 ปี กระดูกเชิงกรานมีอายุระหว่าง 20-29 ปี ส่วนฟันนั้นเนื่องจากมนุษย์เมื่อมีอายุเกิน 25 ปี ขึ้นไปฟันจะคงที่จึงยืนยันได้ว่าฟันมีอายุประมาณ 25 ปี ขึ้นไป สรุปอายุรวมโครงกระดูกประมาณ 25-44 ปี ส่วนดีเอ็นเอของภรรยา นายต้า ที่นำมาเปรียบเทียบนั้นเพื่อยืนยันว่า ด.ช.โซโหร่ยโหร่ย เป็นลูกชายของ นายต้าจริง และสำหรับรูกระสุนปืนที่พบที่ศีรษะนั้นมีขนาด 0.8 ซม.แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นขนาดใดและชนิดใด ในส่วนนี้ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายพิสูจน์
นอกจากนี้โครงกระดูกทั้ง 3 ยังมีการผุกร่อนไปตามเวลาจึงเหลือส่วนดีเอ็นเอหลงเหลือน้อย แต่ทางคณะทำงานก็ได้ทำการตรวจอย่างเต็มฝีมือและได้ทำการสร้างตัวอย่างหลายสิบตัวอย่างเพื่อที่จะให้ผลออกมาแน่นอนไม่มีข้อผิดพลาดและทุ่มเททำงานกันแทบจะ24ชั่วโมงใช้คณะทำงานเต็มกำลังหลาย10คนเพื่อที่จะตรวจหา สำหรับในส่วนของ นายเล็ก เฮงสุวรรณ นางเอื้อม เกิดทรัพย์ และ นายเอกพล จันทร์ลาด ที่พนักงานสอบสวน.สภ.ท่าไม้รวก ได้ส่งสารพันธุกรรมมาตรวจความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับโครงกระดูกทั้งหมดนั้นทางคณะทำงานยังไม่พบว่ามีโครงกระดูกใดที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมตรงกับบุคคลทั้ง 3
สำหรับโครงกระดูกอีก 2 โครงที่เหลือที่ยังไม่ทราบว่าเป็นใครนั้น โครงกระดูกที่ 2 และ 3 นั้น พบว่าโครงกระดูกที่ 2 มีลักษณะผุมากกว่าอีก 2 โครงกระดูก โดยโครงกระดูกที่ 2 เป็นเพศชาย อายุประมาณ 18-21 ปี สูงประมาณ 158-168 ซม. เป็นชายเอเชีย และมีร่องรอยกระสุนปืนที่ศีรษะแต่ไม่ทราบว่าเป็นลูกกระสูนชนิดใดเพราะว่ากระโหลกนั้นมีร่อยผุมากเกินไปแต่ยืนยันได้แน่นอนว่าเป็นร่องรอยของการเจาะเข้าของกระสูนอย่างแน่นอน ส่วนโครงกระดูกที่ 3 นั้น เป็นเพศชาย อายุประมาณ 18-24 ปี สูงประมาณ 163-172 ซม.เป็นชาวเอเชีย ไม่พบร่องรอยกระสุนปืนแต่อย่างใด ส่วนดีเอ็นเอของทั้ง 2 โครงนั้น อยู่ระหว่างการหาตัวอย่างมาเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตามหากใครสงสัยว่าจะเป็นญาติหรือยังข้องใจสามารถนำดีเอ็นเอส่งมาเปรียบเทียบดีเอ็นเอได้ต่อไป
นักศึกษามหาวิทยาลัยดังแจ้งตำรวจถูกอาจารย์ลวงข่มขืน
นักศึกษาสาวราชภัฎดัง โร่แจ้งตำรวจ ถุกอาจารย์ชายลวงข่มขืน แลกผลการเรียนอดีตแฟนหนุ่ม ขณะที่เพื่อนอีก 3 คน ก็โดนลวนลามเช่นกัน
วันนี้( 10 ต.ค.) อาจารย์ฟ้า (นามสมมุติ) อาจารย์ครุศาสตร์ สาขาศิลปกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง พานักศึกษาหญิงในคณะรวม 4 คน อายุระหว่าง 19-22 ปี ประกอบด้วย น.ส.เอ น.ส.บี น.ส.ซี น.ส.ดี(ทั้งหมดใช้นามสมมติ) เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.(หญิง) นพวรรณ พยัฆพรม พงส.(สบ.1) สน.บางยี่เรือ หลังได้รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มนักศึกษาว่าถูกอาจารย์ชายคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยเดียวกัน กระทำตัวไมเหมาะสม โดยพูดจาเชิงชู้สาวกับนักศึกษา พร้อมทั้งลวนลาม และเคยข่มขืนนักศึกษาโดยมี พ.ต.อ.จีรศักดิ์ ขำคง รอง ผบก.น.8 พ.ต.อ.นพรัตน์ สินมา ผกก.สน.บางยี่เรือ พ.ต.ท.วิชัย สนสกุล สว.สส. ร่วมทำการสอบสวน
จาการสอบสวน น.ส.เอ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของสาขาดังกล่าว กล่าวว่า เมื่อประมาณ 2 ปี ที่ผ่านมาขณะที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ขณะนั้น เวลาประมาณ 03.00 น. แฟนฟนุ่มโทรมาบอกว่าอาจารย์ชายคนนี้ ให้ไปพบที่ห้องพักย่านพรานนก พร้อมกำชับบอกให้ต้องไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นตัวแฟนจะมีปัญหาเรื่องผลการเรียนในวิชาของอาจารย์คนนี้ จึงรีบออกไปพบอาจารย์ที่ห้อง เมื่อไปถึงก็พบอาจารย์อยู่ในสภาพคล้ายกับคนเมาสุรา จากนั้นอาจารย์จึงทำการข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ พร้อมกับขู่ไม่ให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกใคร ถ้าไม่อย่างนั้นจะได้รับผลกระทบเรื่องการเรียน และที่ต้องมาแจ้งความวันนี้ เนื่องจากตอนที่เกิดเหตุนั้นยังเรียนวิชานี้อยู่ จึงไม่กล้ามาแจ้งความเพราะกลัวเกิดปัญหาแต่ตอนนี้ใกล้จับการศึกษาจึงมาแจ้งความ เพื่อไม่อยากให้รุ่นน้องต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำรอย
นอกจากนี้ น.ส.บี น.ส.ซี น.ส.ดี กล่าวว่า พวกตนก็เคยถูกอาจารย์คนดังกล่าวลวนลาม และพูดจาในเชิงชู้สาวด้วยเช่นกัน โดยน.ส.บี กล่าวว่า เมื่อปี 54 ขณะโดยสารรถทัวร์ ระหว่างการไปทำการแสดง ที่ จ.เชียงราย อาจารย์คนนี้ได้ไปรับงานมาและว่าจ้างให้พวกตนเองไปแสดง เมื่อการแสดงเสร็จสิ้น ระหว่างที่เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร อาจารย์ได้ดื่มสุราจนเมา จากนั้นได้เข้ามานั่งคู่กับตนเอง จากนั้นได้พูดจาลวนลาม เชิงชู้สาว พร้อมทั้งสัมผัสตามร่างกาย พร้อมทั้งคู่บังคับไม่ให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกกับใคร มิฉะนั้นจะมีผลกระทบต่อผลการเรียน ทำให้พวกตนเก็บเรื่องนี้มานาน และมีการบอกกันปากต่อปากให้ระวังอาจารย์คนนี้
ด้าน พ.ต.อ.จีระศักดิ์ ได้เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหากับอาจารย์คนนี้ ในข้อหาข่มขืนผู้อื่นโดยมิใช่ภรรยาของตนเอง จากนี้ทางพนักงานสอบสวน จะทำเรื่องส่งสำนวนกรณีที่ถูกข่มขืนไปยัง สน.บางกอกน้อย พร้อมทั้งประสานให้ออกหมายจับอาจารย์คนดังกล่าวมาดำเนินคดีต่อไป.
ปคม.จับสาวต่างชาติลอบค้าประเวณีนักท่องเที่ยวย่านซอยนานา
ปคม.จับสาวต่างชาติลอบค้าประเวณีนักท่องเที่ยวย่านซอยนานา ผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวอุซเบกิสถาน 2 ราย และชาวอูกันดา 3 ราย
วันนี้( 10 ต.ค.) ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี รอง ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ชิตภพ โตเหมือน ผกก.1 บก.ปคม.แถลงจับกุมหญิงสาวชาวต่างชาติ ที่ลักลอบค้าประเวณีที่ย่านซอยนานา และถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา สามารถจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวอุซเบกิสถาน 2 ราย และชาวอูกันดา 3 ราย
พล.ต.ต.ชวลิต กล่าวว่า ทาง บก.ปคม.ได้รับร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวว่า มีหญิงสาวเร่ขายบริการทางเพศสร้างความเดือดร้อนรำคาญ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอีกด้วย ชุดสืบสวน กก.1 บก.ปคม.จึงลงพื้นที่สืบสวนติดตาม กระทั่งพบกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งเสนอบริการทางเพศในราคาระหว่าง 3,000-5,000 บาท จึงแสดงตัวเข้าจับกุม เบื้องต้นทราบว่าทั้งหมดเดินทางเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว ก่อนจะลักลอบค้าประเวณีดังกล่าว
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลว่ามีคนไทย หรือผู้ใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ ส่วนผู้เสียหายจะเร่งดำเนินการเพื่อผลักดันออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นการป้องกันปัญหาการสร้างเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยพบพฤติการณ์ผู้ต้องหาที่เริ่มต้นจากการค้าประเวณี หรืออยู่ในขบวนการดังกล่าว ก่อนจะมีการชักจูง หรือล่อลวงหญิงสาวต่างชาติให้เข้ามาค้าประเวณี จนเป็นขบวนการค้ามนุษย์รายใหญ่ ส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ










