ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

‘วิโรจน์’ จี้ ป.ป.ช.แจงปมนอมินี ‘ศักดิ์สยาม’ กังขาเมินหลักฐานเส้นเงิน ระวังโดนถอดถอน

 

‘วิโรจน์’ จี้ ป.ป.ช. แจงปมนอมินี ‘ศักดิ์สยาม’ กังขาเมินหลักฐานเส้นเงิน-คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ขู่ยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกคำชี้แจงมติยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า สิ่งที่ ป.ป.ช. ต้องชี้แจงให้กระจ่าง ต่อกรณีการยกฟ้องนายศักดิ์สยาม ก่อนที่จะสูญสิ้นศรัทธาจากประชาชน และถูกเข้าชื่อถอดถอน ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 จากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้นอมินีถือครองหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี และถูกห้ามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปีตามมาตรา 170 และ 187 ของรัฐธรรมนูญ

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั้นได้มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ ดังต่อไปนี้


1. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ จำนวน 3 ครั้ง รวม 119.5 ล้านบาท ของนายศักดิ์สยาม ให้แก่นาย ศ. เมื่อปี 2561 เป็นเพียงการอำพรางเจ้าของที่แท้จริง เนื่องจากตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าเงินที่นาย ศ. นำมาซื้อกองทุน TMBT เพื่อใช้จ่ายค่าหุ้นนั้น มีที่มาจากบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ ในช่วงเวลาเดียวกับที่นายศักดิ์สยามโอนเงินก้อนใหญ่เข้าสู่บริษัทเหล่านั้น เช่น กรณีเงิน 35 ล้านบาท และ 36.7 ล้านบาท ที่สอดรับกับการโอนเงิน 40 ล้านบาทของนายศักดิ์สยาม ซึ่งศาลมองว่าข้ออ้างเรื่องการกู้ยืมเงิน หรือการชำระหนี้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะบริษัทมีสภาพคล่องสูงถึง 40-50 ล้านบาทอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรอรับเงินจากนายศักดิ์สยามก่อนโอนต่อให้นาย ศ. พฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดจึงชี้ให้เห็นว่านายศักดิ์สยามยังมีอำนาจควบคุมนิติบุคคล และเป็นเจ้าของเงินที่นำมาซื้อหุ้นในชื่อของนาย ศ. โดยมีเจตนาปิดบังสถานะเพื่อเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่งผลให้คำชี้แจงของทั้งสองคนฟังไม่ขึ้น


2. จากการตรวจสอบประวัติ และสถานะทางการเงินพบว่า นาย ศ. มีสถานะเป็นเพียงอดีตลูกจ้างในบริษัท ศิลาชัยฯ ซึ่งได้รับเงินเดือนเพียง 9,000 บาท และเพิ่มเป็น 15,000 บาทในภายหลัง โดยข้อมูลภาษี (ภ.ง.ด.91) ช่วงปี 2556-2565 ยืนยันว่ามีรายได้ต่อปีเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีจากการทำงานที่บริษัท เอ เอ็น อาร์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ศิลาชัยฯ ทั้งยังไม่พบหลักฐานการทำธุรกิจร่วมกับ หจก.บุรีเจริญฯ ในลักษณะอื่น นอกจากนี้เมื่อดำรงตำแหน่งหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯ นาย ศ. กลับไม่มีการกำหนดค่าตอบแทนให้ตนเอง แต่ใช้วิธีรวบรวมใบเสร็จค่าน้ำมันจาก “การเดินทางติดตามนาย” มาเบิกเป็นเงินสดเพื่อใช้จ่ายส่วนตัวในแต่ละเดือนแทน ซึ่งขัดกับพฤติการณ์ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่นำเงิน 119.5 ล้านบาทมาลงทุน

3. ศาลรัฐธรรมนูญยังชี้ถึงเรื่องที่ตั้งสำนักงาน โดยพบว่า หจก.บุรีเจริญฯ แจ้งย้ายที่อยู่จากเลขที่ 30/2 (บ้านของนายศักดิ์สยาม) ไปยังเลขที่ 30/17 เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2562 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนนายศักดิ์สยามรับตำแหน่งรัฐมนตรีเพียง 23 วัน และสถานที่ทั้งสองแห่งล้วนตั้งอยู่บนที่ดินของบริษัท ศิลาชัยฯ ในบริเวณใกล้เคียงกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบหลักฐานใบวางบิลช่วงปี 2561 ถึงกลางปี 2562 ที่ระบุที่อยู่ใหม่ล่วงหน้าก่อนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจริงนานกว่า 1 ปี ซึ่งผิดวิสัยการทำธุรกิจอย่างมากจนคำกล่าวอ้างของนาย ศ. ฟังไม่ขึ้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงระบุชัดเจน และเชื่อได้ว่า “หุ้นดังกล่าว” ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยามอยู่


เมื่อเทียบกับกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติ “เอกฉันท์” ยกคำร้อง ถึงยกคำร้อง กรณีนายศักดิ์สยามถึง 2 คดี  ประกอบด้วย กรณียื่นบัญชีบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และกรณีมีหนังสือร้องเรียนว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปมีส่วนได้เสียในหจก.บุรีเจริญฯ ขณะที่เป็น รมว.คมนาคม ซึ่งผมคิดว่า ป.ป.ช. ควรจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ ให้สิ้นข้อสงสัย และกระจ่างมากกว่านี้ เพราะจากเอกสารแถลงจำนวน 5 หน้า ของ ป.ป.ช. ยังมีคำถามที่ยังไม่มีความชัดเจนดีหลายประเด็น อาทิ


1.การที่ ป.ป.ช. ชี้แจงว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐาน หรือพฤติการณ์อื่นว่า ภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ได้โอนเงินลงหุ้นให้แก่นาย ศ. แล้ว นายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารกิจการ หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของ หจก.บุรีเจริญฯ กรณีนี้ ป.ป.ช. ไม่รู้จริงๆ หรือว่าโดยทั่วไปแล้ว หากมีการให้นอมินีถือหุ้นแทน เพื่อปกปิดผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owner) ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจะไม่เข้ามาปรากฏตัว หรือเข้ามาเกี่ยวพันกับนิติบุคคลนั้นๆ อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว การทำธุรกรรมใดๆ จะกระทำผ่านนอมินีทั้งสิ้น ส่วนการบริหารงาน และการกำกับกิจการ จะกระทำโดยเบื้องหลัง โดยที่ไม่มีบันทึก หรือหลักฐานใดๆ ที่สอบกลับไปถึงตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงได้


2.ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ว่า นาย ศ. ได้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการของ หจก.บุรีเจริญฯ ให้สมกับการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ที่มีมูลค่าสูงถึง 119.5 ล้านบาท หรือไม่ นาย ศ. ได้รับบทบาท และการยอมรับจากกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานท่านอื่นๆ ในองค์กรหรือไม่


3.ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบเส้นเงินการชำระเงินการซื้อหุ้นของ นาย ศ. ควบคู่กับ การตรวจสอบสถานะทางการเงินของ นาย ศ. หรือไม่ ว่ามีแหล่งรายได้มาซื้อหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ เป็นมูลค่าสูงถึง 119.5 ล้านบาท ได้อย่างไร เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจพบว่า นาย ศ. มีสถานะเป็นเพียงอดีตลูกจ้าง ของนิติบุคคลที่มีความเกี่ยวพันกับนายศักดิ์สยาม และที่ผ่านมาก็ได้รับเงินเดือนเพียง 9,000-15,000 บาท เท่านั้น


4.การที่นายศักดิ์สยาม ได้ยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อบังคับให้โอนคืนสิทธิในหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ มูลค่า 119.5 ล้านบาท และเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนผู้จัดการให้กลับมาเป็นชื่อของนายศักดิ์สยาม จนเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ทั้งคู่ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยตกลงกันว่ายอมรับให้ นาย ศ. เป็นผู้ซื้อ และมีสิทธิถือหุ้นรวมถึงบริหารกิจการ หจก.บุรีเจริญฯ โดยชอบ โดยให้นาย ศ. ตอบแทนด้วยการรับซื้อที่ดินจากนายศักดิ์สยามรวม 19 แปลง เนื้อที่ประมาณ 323 ไร่ ในราคาเหมาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 51.5 ล้านบาท โดยกำหนดชำระเงินภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 และโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 9 ก.ค. 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีต่อกันทั้งทางแพ่งและอาญาอีกต่อไป กรณีนี้ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบ หรือไม่ว่า นาย ศ. ซึ่งเป็นเพียงอดีตลูกจ้าง นั้นกล้าที่จะมีข้อพิพาท โกรธเคือง หรือไม่ลงรอยกันกับนายศักดิ์สยาม จนถึงกับเป็นเหตุให้นายศักดิ์สยามต้องยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาล จริงหรือไม่ หรือพฤติการณ์การยื่นฟ้องดังกล่าว นั้นป็นเพียงการใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการสร้างหลักฐานเพื่อให้เป็นนายแก่นายศักดิ์สยาม เพื่อเปิดช่องให้ ป.ป.ช. ยกคำร้อง


5.ในกรณีที่ ป.ป.ช. อ้างว่า ในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม จนถึงวันที่ 3 มี.ค. 2566 หจก.บุรีเจริญฯ ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง ในประเด็นดังกล่าวนี้ มีข้อสงสัยอย่างมาก เพราะ ป.ป.ช. มีการยกเอาเพียงแค่จำนวนสัญญามาพิจารณาเท่านั้น โดยไม่ได้แจกแจงถึงมูลค่าสัญญาเลยว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งที่ปรากฏข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ว่า หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับรัฐระหว่างปีงบประมาณ 2558-2564 อย่างน้อย 198 โครงการ รวมมูลค่า 2,487.07 ล้านบาท เฉพาะคู่สัญญากับหน่วยงานภายใต้สังกัด กระทรวงคมนาคม เช่น กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ฯลฯ ระหว่างปีงบประมาณ 2558-2564 มีอย่างน้อย 132 โครงการ รวมวงเงิน 1,943.78 ล้านบาท และจากการตรวจสอบ หจก.บุรีเจริญฯ ยังเป็นผู้บริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อเดือน ม.ค. 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง 3 เดือน โดยบริจาคในช่วงเวลาเดียวกับนาย ศ. เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่


6.ส่วนประเด็นที่ ป.ป.ช. กล่าวอ้างว่า การประกวดราคาของ หจก.บุรีเจริญฯ นั้นใช้ระบบ E-bidding ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งของนายศักดิ์สยาม ป.ป.ช. เองก็ทราบดีกว่าที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ป.ป.ช. ก็พบการทุจริตของการประกวดราคาที่ใช้ระบบ E-bidding อยู่หลายกรณี เหตุใด ป.ป.ช. จึงไม่ตรวจสอบว่า ส่วนต่างระหว่างราคาที่ชนะการประกวดราคาของ หจก.บุรีเจริญฯ นั้นมีส่วนต่างจากราคากลางอยู่เท่าใด ราคาที่ชนะการประกวดราคาชิดราคากลางอย่างน่าสงสัยหรือไม่


จากข้อสังเกต และข้อสงสัยทั้งหมดที่มีต่อ ป.ป.ช. หาก ป.ป.ช. ไม่มีการชี้แจงให้กระจ่างกว่าที่เป็นอยู่ ตนกังวลเป็นอย่างมากว่า ป.ป.ช. กำลังประพฤติในสิ่งที่ขัดกับคำขวัญขององค์กรตนเองที่ระบุว่า “ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้” และอาจทำให้ประชาชนจะดูถูกดูแคลน และสูญสิ้นศรัทธาที่มีต่อ ป.ป.ช. ไปโดยปริยาย ซึ่งจะทำให้ ป.ป.ช. ไม่สามารถธำรงเกียรติภูมิของตนเองในฐานะองค์กรสำคัญในการทำหน้าที่การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศได้อีกต่อไป


ซึ่งในที่สุดแล้ว ป.ป.ช. อาจจะต้องถูกดำเนินการตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ โดยอาจจะมี สส. จำนวน 1 ใน 5 รวมทั้งอาจจะมีประชาชนมากกว่า 20,000 คน เข้าชื่อกันกล่าวหา ป.ป.ช. ทั้งคณะ ฐานกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ตามมาตรา 234(1) ของรัฐธรรมนูญ โดยยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น ก็จะนับเป็นความอัปยศ ที่น่าอดสูที่สุด ของ ป.ป.ช.

 สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5808028/

Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Disqus Shortname

Comments system

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Post Top Ad

คลังบทความของบล็อก

Author Details

Menu - Pages

Business

Random Posts

Recent

Popular

Blog Archive