ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

  • ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

    ซ่อมคอมถึงบ้าน,ซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงบ้าน,ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์ นอกสถานที่,วางระบบอินเตอร์เน็ต,วางระบบแลน,ระบบเน็คเวิร์ค,เขียนโปรแกรมเว็บไซด์,ดูแลคอมพิวเตอร์แบบรายเดือน-รายปี,พร้อมบริการด้านไอทีจ่าย. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • หากคุณกำลังมองหาสถานที่ รับซ่อมคอมถึงที่

    ราคือหน่วยรับซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน บริษัท ห้าง ร้าน สถานสงเคราะห์ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ เราจะไปบริการซ่อมให้ในราคาสุดประหยัด ถูกกว่ายกไปซ่อมที่ห้างหรือร้านซ่อมแน่นอน เนื่องจากทางร้านของเราไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ จึงสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ได้. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • www.becomz.com ให้บริการถึงที่

    บริการซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ โดยไม่ต้องยก เครื่องคอมให้เหนื่อย หรือ เสียเวลา การทำงานของคุณ เรา คือ ทางออกสำหรับคุณ ที่จะไป บริการถึงบ้าน ที่บ้าน หรือ อ๊อฟฟิต ( office ) และ คอนโด อาพาทเม้น ทุกสถานที่ พร้อม ทั้ง ให้ บริการซ่อมคอมพิวเตอร์ 24 ชั่วโมง สำหรับ ลูกค้าบางท่านที่สะดวก. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • ค่าบริการ

    – ซ่อมโปรแกรม แก้ปัญหาด้านโปรแกรมทั่วไป เครื่องละ 500 บาท – เเละลง Driver 300 บาท รวมกับ ซ่อมปกติเป็น 700 บาท – อะไหล่เสีย จะแจ้งราคาอะไหล่ก่อนซ่อม (ลูกค้าสามารถจัดหาอะไหล่เองได้) เพื่อความมั่นใจ ซ่อมเสร็จเรารับประกันซอฟเเวร์ 7วัน พร้อมให้คำแนะนำ และบริการหลังซ่อม ตลอดการรับประกันน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • รับซ่อมทุกปัญหา โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

    – บริการอัพเกรดเครื่อง แก้ปัญหาเครื่องช้า รวนบ่อย ค้างบ่อย – บริการติดตั้ง แก้ปัญหา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบแลน-อินเตอร์เน็ต – บริการลงวินโดว์, ลงโปรแกรม, แก้ไวรัส, แก้ปัญหาต่างๆ – บริการฝากซ่อม-เคลม อะไหล่คอมฯ และสินค้าไอที ทุกชนิด – บริการจัดสเป๊คเครื่อง จัดชุดคอมมือ1-2 พร้อมใช้งาน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

'สื่ออิเล็กทรอนิกส์' เพื่อทุกชีวิตในชุมชน


ความสุขใจเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อได้เห็นความร่วมมือดี ๆ จากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ที่ลงมือสร้างสรรค์สิ่งดีที่จะเกิดประโยชน์แก่ชุมชนอย่างแท้จริง ดังเช่น ’โครงการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ เรียนรู้ สนุกเล่น หยั่งลึกสัมผัสไทย“ ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ ทีเคปาร์ค จับมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยอาศัยพันธกิจหลักของทีเคปาร์ค ในการทำหน้าที่บริหารจัดการองค์ความรู้ จึงได้รวบรวมคลังข้อมูลความรู้
สำคัญ ๆ จากหน่วยงานสังกัด วธ. ผลิตสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของ “เกม” จากนั้นประสานนำไปติดตั้งในคอมพิวเตอร์ของชุมชน ผ่านทางเครือข่ายไอซีทีชุมชน และติดตั้งในห้องคอมพิวเตอร์ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวนรวมกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ
โดยเหตุผลข้อหนึ่งของ “ทีเคปาร์ค” ที่มุ่งเน้นการทำเกม เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ เพราะในปัจจุบันการใช้เวลาว่างของเด็กและเยาวชนไทย หมดไปกับการเล่นเกมหรือทำกิจกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์สูง ซึ่งความเห็นของ ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล ผอ.ทีเคปาร์ค ระหว่างการลงพื้นที่ติดตามการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ โรงเรียนและศูนย์ไอซีทีชุมชน ในจังหวัดบุรีรัมย์ บอกว่า ผลสำเร็จของโครงการฯ เกิดขึ้นแล้ว ในแง่ของการสร้างความสนุกสนานในการเรียนรู้ ส่วนเรื่องขององค์ความรู้ที่ได้จากการเล่นเกมของทีเคปาร์คนั้น ยังคงต้องอาศัยการแนะนำที่ดีจากผู้ปกครองด้วย เพราะเกมที่นำมาให้เด็กเล่นนั้นมีเนื้อหาพอสมควร ถ้าเด็กไม่อ่านก็จะไม่ได้ประโยชน์ครบถ้วน แต่อย่างน้อยก็ยังมีข้อดีตรงที่เด็กจะไม่ได้เล่นสื่อที่ไม่ดี
“เกมสร้างสรรค์ที่ทีเคปาร์คพัฒนาขึ้นมานั้น มีจำนวน 6 เกม ได้แก่ เกมกุ๊ก กุ๊ก กรู๋..คนสู้ผี, เกมรามเกียรติ์, เกมอยุธยา, เกมสุโขทัย, เกมไดโนไดโน่ ผจญภัยโลกไดโนเสาร์ไทย และ เกม Star Seeker พลิกฟ้า ล่าดวงดาว ทุกเกมได้ผ่านการยอมรับและมีรางวัลการันตีถึงประโยชน์ในการสร้างสรรค์ จินตนาการ เสริมสร้างความรู้ และอุปนิสัยที่ดี ยกตัวอย่าง เกมอยุธยา เป็นเกมที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ขวบขึ้นไป เนื้อหาของเกมไม่ได้เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ แต่จะสอนเรื่องของความเอื้ออาทรของคนในสังคมยุคอดีต โดยผู้เล่นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในเกมเพื่อให้ผ่านด่านได้ อาทิ การเก็บฝักบัวถวายพระ ต้องขอแรงลุงป้าน้าอาในเกม เป็นการสอนคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเด็กก็จะได้ซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นแค่เพียงเขาสนุกที่จะเล่นเกมก็ถือว่าได้ประโยชน์แล้ว” ผอ.ทีเคปาร์ค กล่าว
“โกวิทย์ เกลือสีโท” ครูโรงเรียนบ้านตลาดแย้ ตำบลถนนหัก อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ บอกว่า ทุกวันอังคารและพุธ ตนจะพาเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-4 และ 5-6 กลุ่มละ 20 กว่าคน ในชั่วโมงเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ มาเล่นเกมของทีเคปาร์ค ที่ศูนย์ไอซีทีชุมชนเพื่อพ่อหลวง องค์การบริหารส่วนตำบลถนนหัก ด้วยเหตุผลข้อแรกเพราะที่โรงเรียนมีคอมพิวเตอร์เพียง 4 เครื่อง แต่ใช้งานจริงได้ 2 เครื่องสำหรับทำธุรการที่จำเป็น และอีกเหตุผลหนึ่งเป็นข้อสำคัญ ที่พาเด็กนักเรียนมาเพราะอยากให้เขาได้จับเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง
“ตอนแรกที่ยังไม่มีเกมของทีเคปาร์ค ผมให้นักเรียนลองฝึกค้นหาข้อมูลและฝึกพิมพ์รายงานทั่วไป พบว่าเด็กบางคนทำได้ดี บางคนก็ทำไม่ได้เลย แต่พอมีเกม ผมก็แบ่งเวลาให้เขาเล่นเกม ซึ่งแต่ละเกมก็ฝึกทักษะแตกต่างกันไป เด็กจะได้เลือกเล่นเกมที่ตัวเองถนัดและชอบ ทุกคนก็เล่นได้หมด และรู้สึกว่าพวกเขาสนุกที่ได้เล่นเกมด้วย ส่วนเราในฐานะเป็นครู เห็นเด็กขาดโอกาสที่จะเล่นสื่อคอมพิวเตอร์ ดังนั้นถ้าได้เล่นได้จับสัปดาห์ละประมาณ 3 ชั่วโมง ผมก็ว่าดีแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องพัฒนาการของเด็กที่จะมีต่อไป” นายโกวิทย์ กล่าว
ความเห็นของคุณครูโกวิทย์ สอดคล้องกันกับคำให้สัมภาษณ์จากปาก “น้องอิง” หรือ ด.ช.ปฏิมากร แน่ประโคน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรค์ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทีเคปาร์คได้ลงพื้นที่ติดตามผลการใช้สื่อ อิเล็กทรอนิกส์...น้องอิง บอกว่า ส่วนตัวชอบเกมรามเกียรติ์ของทีเคปาร์ค เพราะเป็นเกมวางแผน แต่เกมมีจุดอ่อนตรงที่แต่ละด่านง่ายเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดแข็งด้วย เพราะเนื้อหาของเกมที่เรียบง่าย ทำให้การเรียนรู้และทำความรู้จักกับตัวละครในเรื่องง่ายตามไปด้วย การเล่นเกมได้ผลดีเพราะทำให้จำตัวละครและเข้าใจเรื่องได้เป็นขั้นเป็นตอน จากแต่ก่อนที่รู้จักแค่บางตัวละครที่เด่น ๆ เท่านั้น ซึ่งนอกจากเรื่องเกมแล้ว น้องอิง มีความสนใจไปถึงการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยอยากให้ครูสอนวิธีเขียนโปรแกรม จะได้เขียนเป็น และเขียนโปรแกรมใช้เองได้ตามต้องการ
ถัดจากการติดตามการใช้สื่อในกลุ่มสถานศึกษา ก็มาดูการใช้สื่อกับชุมชน ให้สมกับชื่อโครงการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะฯ โดย “ธำรงค์ ชำนิจศิลป์” ปลัดเทศบาลตำบลประโคนชัย ในฐานะประธานเครือข่ายไอซีที จังหวัดบุรีรัมย์ บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้มาจากกระทรวงไอซีที หรือโปรแกรมเกมต่าง ๆ ที่ได้จากทีเคปาร์ค ทุกอย่างที่ลงมาจากส่วนกลางจะต้องถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่คนในชุมชนให้ได้มาก ที่สุด จุดสำคัญของการเข้ามาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ คือการทำให้คนในชุมชนรู้ว่าสื่อเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องและช่วยสร้าง ประโยชน์ให้แก่ชีวิตประจำวันของพวกเขาได้อย่างไร
“คำถามแรกที่จะได้รับจากคนในชุมชน คือ ความคิดที่ว่าจะเล่นคอมพิวเตอร์ไปทำไม พอได้คอมพิวเตอร์มาก็ไม่รู้จะเล่นอะไร ดังนั้นผมจึงเริ่มต้นด้วยการสร้างกิจกรรมที่พวกเขาสนใจขึ้นมา และใช้สื่อเหล่านี้เข้ามาเป็นตัวช่วย เช่น จัดกิจกรรมอบรมการทำขนม โดยให้แม่บ้านที่สนใจเรียนทำขนมมารวมตัวกันและเรียนรู้การทำขนมจากสื่อใน คอมพิวเตอร์ เขาก็จะรู้ว่าคอมพิวเตอร์มีประโยชน์อย่างไร ค้นคว้าทำอย่างไร นอกจากนี้มีบางคนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างอาชีพ สามารถศึกษาวิธีเพาะเห็ดจนเชี่ยวชาญแล้วไปทำขายร่ำรวยจริง ๆ หรือบางคนชอบกีฬาชนไก่ ได้มานั่งเปิดดูคลิปชนไก่แล้วมีความสุข ผมก็ถือว่าได้ใช้ประโยชน์จากสื่อเหล่านี้แล้ว” นายธำรงค์ กล่าว
เมื่อเห็นพัฒนาการด้านไอทีของชาวจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว จึงไม่แปลกใจที่มาพบเห็นภาพกลุ่มหญิงชราวัย 80 ปี พากันนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พร้อมกับใช้นิ้วมือและสายตาอันเลือนรางควานหาตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เพื่อสะกด ชื่อตัวเองลงหน้ากระดาษสีขาวบนจอคอมพ์ โดยมีลูกหลานในชุมชนคอยช่วยเหลือดูแล ณ จุดนั้นถือเป็นภาพประทับใจของทุกคนที่ลงพื้นที่ติดตามการใช้สื่อฯ ที่บ้านตากแดด อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เพราะไม่ใช่แค่ความรู้สึกยินดีกับการเปิดรับสื่อใหม่ของคุณตาคุณยาย แต่ยังรู้สึกอบอุ่นไปด้วย เมื่อรู้ว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีให้ แก่คนทุกวัยในชุมชน.
จินดารัตน์ ลาภเลี้ยงตระกูล
Share:

ดีเอสไอหิ้วแก๊งแชร์น้ำหอมไทย-จีน 6 คนฝากขังค้านประกัน


วันนี้ (13 ต.ค.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก  พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คุมตัวนายฮวง เชียง เซียง ชาวจีน  น.ส.หว่อง คิน ซี ชาวจีน  น.ส.เฉิน เป่า หยี ชาวจีน น.ส.มีนา สุขสงวน  นางวนิสา ศิลาอ่อน  และนายคำสิงห์ วรรณประภา ผู้ต้องหาที่ 1-6  ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไปฝากขังที่ศาลอาญาครั้งแรก มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13-24 ต.ค.
ทั้งนี้คำร้องฝากขังบรรยายว่า ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ทำธุรกิจขายตรง นำเข้าน้ำหอมจากต่างประเทศ โดยมีการโฆษณาชักชวนหาสมาชิกผ่านทางเว็บไซต์ www.dchl.com  เชิญชวนให้สมาชิกเข้าร่วมรับการอบรมโดยผู้ต้องหาทั้ง 6 จะเป็นผู้บรรยายในการสัมมนา ให้สมาชิกร่วมลงทุนกับบริษัท ซึ่งไม่ใช่การขายสินค้าทั่วไป สร้างความเสียหายมูลค่า 10 ล้านบาท
เหตุเกิดระหว่างวันที่ 11 ส.ค.53-15พ.ค.54  แต่การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ต้องสอบปากคำพยานอีก 30 ปาก และรอผลการตรวจประวัติอาชญากร จึงขออนุญาตศาลฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี   ศาลพิจารณาคำร้อง อนุญาตให้ฝากขังได้

Share:

พ่อแม่ไม่เชื่อ "เอ๋"ฆ่าตัวตาย


จากเหตุการณ์ช็อกแฟนเพลง น.ส.ผดุงศรี แวงวรรณ หรือ“เอ๋-พัชรา แวงวรรณ” อายุ 48 ปี อดีตนักร้องนำวงดิ โอเวชั่น วงดนตรีชื่อดังยุค 80 หรือเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ผูกคอตายในโรงจอดรถ ที่บ้านเช่าหลังหนึ่งในเมืองริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการฆ่าตัวตายในครั้งนี้ ขณะที่ญาติๆ เตรียมดำเนินการนำศพอดีตนักร้องสาวแหบเสน่ห์กลับมาบำเพ็ญกุศลที่ไทยแล้ว

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง นายวิเชียร อัศว์ศิวะกุล ประธานกรรมการบริษัท นิธิทัศน์ โอเอโอ จำกัด อดีตต้นสังกัดของ เอ๋-พัชรา แวงวรรณ  อดีตนักร้องนำวงดิ โอเวชั่น ที่ผูกคอตายเสียชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในการนำศพของนักร้องคนดังกลับประเทศไทย นายวิเชียร กล่าวว่า ขณะนี้ทางครอบครัวของเอ๋ ได้แก่ นางศรีสุดารัตน์ กาญจนรักษ์ และนายผดุงศักดิ์ แวงวรรณ มารดาและพี่ชายของนักร้องสาว ซึ่งพักอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ด กำลังรอนำเอกสารที่เตรียมมอบอำนาจในการเคลื่อนย้ายศพไปส่งให้สถานกงสุลใหญ่ สหรัฐฯ ที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งจะต้องดำเนินการในวันจันทร์ที่ 15 ต.ค.นี้ เนื่องจากวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ หลังจากนั้นถึงจะทราบว่าศพของเอ๋จะเดินทางมาถึงไทยเมื่อไหร่

นายวิเชียรกล่าวต่อว่าส่วนตัวไม่ปักใจเชื่อว่าเอ๋จะฆ่าตัวตาย เพราะไม่มีเหตุจูงใจ ชีวิตยังมีความสุขดี เร็วๆ นี้ ก็กำลังจะจบการศึกษาด้านพยาบาล อีกทั้งเมื่อสัปดาห์ก่อนเอ๋ยังโทรศัพท์มาหานายเดชา จินดาพล สมาชิกวงรอยัลสไปรท์ส ที่ขณะนี้ทำงานให้บริษัท นิธิทัศน์ โอเอโอ จำกัด ของตนเองว่า ให้ช่วยเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการศึกษาที่โรงเรียนเก่า เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาเพิ่มเติมด้วย ประกอบกับนางศรีสุดารัตน์ มารดาของเอ๋ก็ไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตายเช่นกัน เนื่องจากเท่าที่ทราบ บ้านพักที่เอ๋อาศัยอยู่เป็นบ้านของสามี-ภรรยาชาวอเมริกันผิวดำ อายุ 70-80 ปี และมีลูกชายอีกคน ซึ่งเอ๋ดูแลพยาบาลอยู่ ต่อมาภรรยาของเขาเสียชีวิต จึงสงสัยได้ว่าอาจจะเกิดปัญหากันในบ้านหรือเปล่า แต่ก็เป็นเพียงการสันนิษฐานของมารดาเอ๋เท่านั้น

ประธานกรรมการบริษัทนิธิทัศน์ฯ กล่าวด้วยว่า ในส่วนค่าใช้จ่าย ยืนยันว่าจะจ่ายค่าดำเนินการนำศพกลับไทย ประมาณ 7-8 พันดอลล่าห์สหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้พี่ชายของเอ๋มาปรึกษาว่าควรจะเผาศพที่อเมริกาเลยดีหรือไม่ เพราะถ้าประกอบพิธีที่นั่นแล้วนำกลับมาเพียงกระดูกจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3 พันดอลล่าห์สหรัฐ แต่ส่วนตัวอยากพาเอ๋กลับบ้านมากกว่า เพราะถ้าทิ้งไว้ที่นั่นก็กลัวดวงวิญญาณเขาเคว้งคว้าง และแม้ว่าเอ๋จะออกจากต้นสังกัดมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ตนก็อยากจะทำบุญครั้งใหญ่นี้ให้ เพราะที่ผ่านมาทางบริษัทและเอ๋ผูกพันกันเป็นอย่างดี เอ๋เป็นนักร้องที่สร้างความสุขให้แก่คนไทยมากว่า 30 ปี ซึ่งตนจะเป็นเจ้าภาพในการทำพิธีบำเพ็ญกุศลทุกคืน ตั้งใจจะตั้งศพไว้ที่วัดสายไหม ย่านลำลูกกา เนื่องจากแฟนคลับจะได้เดินทางมาร่วมไว้อาลัย และเคารพศพได้สะดวก นอกจากนี้เนื่องจากเอ๋เป็นหัวเรือใหญ่ของบ้านที่ส่งเสียเงินเลี้ยงดูคนใน ครอบครัวมาตลอด ก็จะให้ลูกชายของตนเป็นผู้จัดการในส่วนค่าเลี้ยงดูรายเดือนที่จะมอบให้แก่ ครอบครัวของนักร้องคนดังด้วย แต่จะเดือนเท่าไหร่ ยังปรึกษากันอยู่

ด้าน ก้อย-พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี อดีตนักร้องนำวงดิ โอเวชั่น เปิดเผยว่า ได้ทราบข่าวพี่เอ๋-พัชราแล้วตกใจมาก ตนไม่ได้เจอพี่เอ๋นานมากแล้ว ตั้งแต่เขาไปอยู่อเมริกา แต่ก็พอจะทราบข่าวของเขาบ้าง ตอนแรกที่รู้ข่าวก็ช็อกมาก แต่ว่าเป็นอุบัติเหตุก็พอทำใจได้ แต่พอมาทราบอีกครั้งว่าเป็นการฆ่าตัวตายก็ตกใจมาก พี่เอ๋เขาไม่ใช่คนคิดมาก เขาใช้ชีวิตแบบมีความสุข ตนก็ไม่ค่อยสนิทกับพี่เอ๋มาก แต่ก็มีเจอกันเวลาไปร้องเพลงโชว์ตัวด้วยกัน เพราะเข้ามาเป็นนักร้องนำวงดิ โอเวชั่น ต่อจากพี่เอ๋ที่ออกจากวงไปเป็นศิลปินเดี่ยว พี่เขาออกจะเป็นคนห้าวๆ ด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะฆ่าตัวตาย แต่คิดว่าน่าจะเกิดจากไปอยู่เมืองนอกตัวคนเดียวก็คงเหงา เวลามีปัญหาไม่รู้จะไประบายกับใคร คนที่จะทำอะไรอย่างนี้ได้มันคงเป็นแค่ความคิดวูบเดียวจริง ๆ ตนกับพี่เอ๋เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อตอนไปร้องเพลงที่ภูเก็ตเมื่อหลายสิบปี ก่อน ตอนที่พี่เขาดัง ตนยังเป็นนักเรียนอยู่เลย

ที่ จ.ร้อยเอ็ด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่แผงขายอาหารทะเลในตลาดสด อ.เสลภูมิ เพื่อพบกับนางศรีสุดารัตน์ กาญจนรักษ์ มารดาของเอ๋-พัชรา แวงวรรณ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกสาว พบว่าร้านปิดเงียบ จึงตามไปที่บ้านพัก พบผู้เป็นแม่และพี่ชายอยู่ภายในบ้านแต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพใดๆ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่ารู้สึกว่าเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ว่าลูกเสียชีวิตด้วยการแขวนคอตาย ตนและลูกชายไม่เชื่อและคิดว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ จากนี้จะยื่นเรื่องถึงสถานทูตสหรัฐฯ ให้ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของคดีนี้ ก่อนปิดประตูบ้านห้ามนักข่าวเข้า และเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางต่อไปยังบ้านเลขที่ 47 หมู่ 5 บ้านโพนเงิน ต.แวง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นบ้านของนายโกศล แวงวรรณ อายุ 77 ปี อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด 2 สมัย บิดาของ เอ๋-พัชรา แวงวรรณ กล่าวว่าตนและภรรยาได้แยกทางกันขณะเอ๋ยังเด็ก ส่วนบุตรชายคนโตอยู่กับแม่ หลังจากเอ๋ เข้าสู่วงการเป็นนักร้องดัง แล้วพลิกผันตัวเองไปทำมาหากินอยู่ที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับร้องเพลงตามร้านอาหารไปด้วย ขณะทำงานก็พยายามหาเวลาไปเรียนต่อด้านวิชาชีพพยาบาลจนใกล้จะจบ ระหว่างนั้นเอ๋จะติดต่อและส่งเงินให้แม่และพี่ชายใช้อยู่ทุกๆ เดือน เดือนละนับหมื่นบาท ส่วนตนพอมีอยู่มีกินพึ่งพาตนเองได้ บอกเอ๋ไม่ต้องมาช่วย แต่เอ๋ก็พยายามโทรฯ หา เขาเป็นลูกที่ดี แม้พ่อแม่จะแยกทางกัน แต่เรายังเป็นพ่อลูกกัน ยังติดต่อกันอยู่ประจำ และให้กำลังใจกันมาตลอด

นายโกศลกล่าวต่อว่า จนทราบข่าวเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ว่าเอ๋ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้ว ก็รู้สึกท้อใจน้ำตาคลอที่ลูกเอ๋ต้องมาจากไป เขาเป็นลูกสุดที่รักของพ่อมาตลอด และต่อมามีข่าวเสนอเพิ่มเติมว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากการแขวนคอตาย ทำให้ถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ และไม่เชื่อกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะลูกสาวคนนี้เป็นคนสุภาพเรียบร้อย อัธยาศัยดี มีฐานะพออยู่พอกิน ไม่เดือดร้อน และไม่มีปัญหาชีวิตใดๆ ข่าวที่ออกมาตนได้พูดคุยกับแม่และพี่ชายของเอ๋แล้ว เราจะเตรียมเอกสารเข้ายื่นที่จังหวัด เพื่อให้จังหวัดประสานไปยังสถานกงสุล หรือสถานทูต ให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตครั้งนี้ ในตอนนี้พวกเราทุกคนยังไม่เชื่อกับเรื่องการแขวนคอตายเอง และเราได้คุยกับแม่ของเอ๋ว่าให้ทางฝ่ายแม่เป็นผู้ประสานงาน และการเดินทางไปรับศพลูกสาว ส่วนตนจะรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านเพราะอายุมากไปมาลำบาก เมื่อรับศพมาบำเพ็ญกุศลที่วัดใด วันเวลาใดแน่ชัดแล้วก็จะไปร่วมพิธีทันที
“ทราบมาบ้างว่าเอ๋มีแฟนเป็นตำรวจแอลเอ เป็นชาวอเมริกัน ลักษณะคบหากันเฉยๆ ยังไม่ได้แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือเปล่า”
ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์จากนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย รายงานว่านายบรรณา วังวิวัฒน์ กงสุลฝ่ายคุ้มครองดูแลคนไทย ณ สถานกงสุลประจำนครลอสแอนเจลิส เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับตำรวจแอลเอเมื่อตอนบ่ายวันที่ 12 ต.ค.(ตามเวลาท้องถิ่น) ได้รับคำตอบว่าการเสียชีวิตของเอ๋-พัชรา แวงวรรณ ไม่ใช่การฆาตกรรมแน่นอน แต่ยังไม่มีรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรจากตำรวจ “จากประวัติ ตอนแรกๆ ที่คุณเอ๋มาอยู่สหรัฐฯ ได้ทำงานดูแลผู้สูงอายุ และพักอยู่ที่บ้านเช่าหลังเดียวกัน ขนาด 2 ชั้น 4 ห้องนอน ต่อมาคุณเอ๋ได้เรียนภาษา และเรียนวิชาชีพด้านผู้ช่วยพยาบาล และได้ทำงานถึง 3 แห่ง จึงไม่ได้ดูแลผู้สูงอายุคนดังกล่าวอีก แต่ก็ยังเช่าบ้านเดิมอยู่ ก่อนหน้านั้นไม่นาน เจ้าของบ้านบอกว่า คุณเอ๋บอกว่าจะซื้อของขวัญให้หลาน และส่งเงินกลับบ้านให้คุณแม่เดือนละ 25,000 บาทเป็นประจำ ต่อมาไม่นานเธอมีปัญหาตกงาน ซึ่งทางเจ้าของบ้านไม่แน่ใจว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอฆ่าตัวตายหรือไม่”.
Share:

สาวเชียงใหม่เครียดผูกคอดับ


วันนี้ ( 13 ต.ค.) พ.ต.ท.แดนชัย ทูลอ่อง พงส.(สบ 2) สน.สุทธิสาร รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตผูกคอภายในอาคารทอมแมนชั่น เลขที่ 252/1 ซอยรัชดาภิเษก14 แขวง-เขตห้วยขวาง จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อม เจ้าหน้าที่ สน.สุทธิสาร แพทย์รพ.รามาธิบดี เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 7 ชั้น จากการตรวจสอบภายในห้องน้ำของห้องเลขที่ 313 ชั้น 3 พบผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นางกมลพรรณ ตาคำ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ 1 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ในสภาพใช้สายไฟผูกคอตัวเองกับวาล์วเปิดปิดเครื่องทำน้ำอุ่นภายในห้องน้ำ สวมชุดนอนลายการ์ตูนสีขาว ร่างกายบวมอืด ตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน ส่วนภายในห้องไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สินแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงเก็บลายละเอียดที่พบไว้ไปตรวจสอบ

จากการสอบสวน น.ส.ชวัลลักษณ์ โฉมนรินทร์ อายุ 24 เพื่อนผู้ตายให้การว่า ตนพักอยู่ที่ห้องเลขที่ 314 ชั้นเดียวกับผู้ตาย และรู้จักกับผู้ตายมาได้ประมาณ 1 ปี เพราะอยู่ห้องตรงข้ามกัน โดยผู้ตายพักอยู่คนเดียว ปกติจะพบผู้ตายแต่งตัวออกไปข้างนอกช่วงเย็นและกลับมาในช่วงเช้าของทุกวัน กระทั่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนกำลังเดินออกจากห้องไปพบเพื่อนผู้ตายเป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน ประคองผู้ตายเดินมาส่งที่ห้อง สังเกตเห็นผู้ตายร้องไห้ฟูมฟาย แต่ก็ไม่เห็นว่าทั้งหมดได้เดินเข้าไปภายในห้องหรือเปล่า จากนั้นก็ไม่พบผู้ตายอีกเลย กระทั่งมาได้กลิ่นเหม็นคลุ้งออกจากห้องผู้ตาย จึงเรียกแม่บ้านมาตรวจสอบ พบว่าห้องถูกล็อคจากภายใน เมื่อเจ้าหน้าที่งัดประตูเข้าไปตรวจสอบก็พบผู้ตายผูกคอตัวเองภายในห้องน้ำ เสียชีวิตแล้ว ปกติผู้ตายเป็นคนสนุกสนานร่าเริง ไม่เคยแสดงอาการซึมเศร้าให้เห็น และตนก็ไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัวเพราะผู้ตายไม่เคยเล่าให้ฟัง ซึ่งตนไม่ทราบว่าผู้ตายมีปัญหาอะไรจึงผูกคอตัวเองดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ตายน่าจะมีปัญหาส่วนตัว และจากการสอบถามเพื่อนผู้ตายที่อยู่อาคารเดียวกันก็ไม่ทราบว่าผู้ตายมีปัญหา อะไรเพราะไม่เคยเล่าให้เพื่อนฟัง ส่วนประเด็นที่ว่าผู้ตายท้องหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ต้องรอผลจากการชันสูตรอีกครั้ง หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะได้เรียกญาติและผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกับผู้ตาย มาสอบปากคำ เพื่อหาสาเหตุของการตายในครั้งนี้ ก่อนดำเนินการต่อไป
Share:

Disqus Shortname

Comments system

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Post Top Ad

คลังบทความของบล็อก

Author Details

Menu - Pages

Business

Random Posts

Recent

Popular

Blog Archive