วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
จับกองทัพมดขนข้าวจากลาวสวมสิทธิ์จำนำฝั่งไทย
นรข.จับกองทัพมดขนข้าวจากลาวมาสวมสิทธิ์จำนำข้าวฝั่งไทย รับสารภาพขนมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3
วันนี้( 26 พ.ย.) ที่สถานีเรือเชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย น.อ.ดุสิต จันทร์ราช ผู้บังคับการหน่วยเรือลำน้ำโขง เขตหนองคาย แถลงข่าวผลการจับกุมกองทัพมด ที่ขนข้าวเปลือกจากประเทศลาวเข้ามายังประเทศไทยทางด้าน อ.เชียงคาน จ.เลย
น.อ.ดุสิต เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ทางหน่วย นรข.เขตหนองคาย และสถานีเรือเชียงคาน จ.เลย ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตรเป็นข้าวเปลือก โดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร ที่บ้านหาดแห่ หมู่ 5 ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จนช่วงเวลา 19.30 น. จึงได้นำกำลังไปยังจุดที่ได้รับแจ้ง เพื่อทำการจับกุม บริเวณริมลำน้ำโขงที่บ้านหาดแห่ ทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน พบรถกระบะคันหนึ่งวิ่งออกมาโดยมีกระสอบปุ๋ยขาด 50 กก. เต็มท้ายรถขับหลบหนีไป และอีกคันกำลังลำเลียงกระสอบ ซึ่งทราบตอนหลังเป็นข้าวเปลือกจากเรือหางยาวขึ้นท้ายรถกระบะ จึงได้แสดงตัวเข้าทำการจับกุม
ปรากฏว่าคนลาวที่อยู่ในเรือหางยาว เห็นเจ้าหน้าที่ก็ติดเครื่องเรือหลบหนีข้ามแม่น้ำโขงกลับไปยังฝั่งลาว กำลังเจ้าหน้าที่จึงกระจายตรวจค้น สามารถยึดรถยนต์กระบะที่ใช้ขนข้าวเปลือกหมายเลขทะเบียน บท-6444 เลย ข้าวเปลือก 13 กระสอบ น้ำหนักรวม 650 กิโลกรัม ผู้ต้องหา 2 คน ทราบชื่อ นายจิรพงศ์ จูมเกตุ อายุ 29 ปี เป็นคนขับรถ และนายอุทิตย์ ตรงดี อายุ 30 ปี
จากการสอบสวนทราบว่าข้าวเปลือกที่จับได้มาจากบ้านผาลาด เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว เพื่อเอามาสวมในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของไทย โดยขนเข้ามาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ทางชุดจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงคานดำเนินคดีต่อไป
น.อ.ดุสิต เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ทางหน่วย นรข.เขตหนองคาย และสถานีเรือเชียงคาน จ.เลย ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตรเป็นข้าวเปลือก โดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร ที่บ้านหาดแห่ หมู่ 5 ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จนช่วงเวลา 19.30 น. จึงได้นำกำลังไปยังจุดที่ได้รับแจ้ง เพื่อทำการจับกุม บริเวณริมลำน้ำโขงที่บ้านหาดแห่ ทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน พบรถกระบะคันหนึ่งวิ่งออกมาโดยมีกระสอบปุ๋ยขาด 50 กก. เต็มท้ายรถขับหลบหนีไป และอีกคันกำลังลำเลียงกระสอบ ซึ่งทราบตอนหลังเป็นข้าวเปลือกจากเรือหางยาวขึ้นท้ายรถกระบะ จึงได้แสดงตัวเข้าทำการจับกุม
ปรากฏว่าคนลาวที่อยู่ในเรือหางยาว เห็นเจ้าหน้าที่ก็ติดเครื่องเรือหลบหนีข้ามแม่น้ำโขงกลับไปยังฝั่งลาว กำลังเจ้าหน้าที่จึงกระจายตรวจค้น สามารถยึดรถยนต์กระบะที่ใช้ขนข้าวเปลือกหมายเลขทะเบียน บท-6444 เลย ข้าวเปลือก 13 กระสอบ น้ำหนักรวม 650 กิโลกรัม ผู้ต้องหา 2 คน ทราบชื่อ นายจิรพงศ์ จูมเกตุ อายุ 29 ปี เป็นคนขับรถ และนายอุทิตย์ ตรงดี อายุ 30 ปี
จากการสอบสวนทราบว่าข้าวเปลือกที่จับได้มาจากบ้านผาลาด เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว เพื่อเอามาสวมในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของไทย โดยขนเข้ามาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ทางชุดจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงคานดำเนินคดีต่อไป
ม็อบ อพส.ร้องปชป.โวยโดนตำรวจตี
ม็อบ อพส.ร้องปชป.โวยโดน ตร.ตี เตรียมไปสภาทนายความหาทางเอาผิดผู้สั่งการ ถามรัฐจะใช้มาตรฐานเยียวยาเท่าม็อบแดงหรือไม่
วันนี้(26 พ.ย.) ที่รัฐสภา นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช นายอิสสระ สมชัย และนางรัชฏาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำนายประพัฒน์ บุญโยธิน อายุ 54 ซึ่งได้รับบาดเจ็บระหว่างการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม(อพส.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยภาพถ่ายการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรุมทำร้าย และนำเสื้อที่นายประพัฒน์ใส่ในวันเกิดเหตุที่เต็มไปด้วยคราบเลือด มาแสดงต่อสื่อมวลชน
โดยนายวิทยา กล่าวว่า นายประพัฒน์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้าย ในช่วงที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณแยกมิสกวัน จากนั้นได้ถูกควบคุมตัวไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และได้ส่งไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลคลองหลวง ซึ่งแพทย์ได้ทำการเย็บบาดแผลที่หางคิ้วซ้าย จำนวน 4 เข็ม และแพทย์ได้ออกใบรับรองแพทย์ระบุว่ามีบาดแผลถลอกที่ศีรษะและหางคิ้วซ้าย แต่หลังจากที่นายประพัฒน์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ได้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งทางโรงพยาบาลดังกล่าวออกใบรับรองแพทย์ระบุว่าเป็นบาดแผลฉีกขาด ทั้งนี้ นายประพัฒน์ ยืนยันว่าไม่มีการพกอาวุธเข้าร่วมการชุมนุม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำเกินกว่าเหตุ จึงได้มาร้องเรียนคณะทำงานช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม เพื่อขอให้ช่วยจัดหาทนายความในการต่อสู้ดำเนินคดีกับผู้สั่งการ และเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อย่างเกินกว่าเหตุ ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ประสานกับนายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ ในการเข้าพบในวันนี้ เวลา 14.30 น. เพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่า ควรต้องดำเนินการเอาผิดกับระดับผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ในฐานะเป็นผู้สั่งการ
ด้านนายประพัฒน์ กล่าวว่า ตนไปร่วมชุมนุมที่แยกสวนมิสกวัน และได้ประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแกนนำได้มีการสั่งให้มีการดันเพื่อเปิดพื้นที่ไปหากลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่เนื่องจากคนของเราน้อยกว่า และตนเสียหลักลื่นล้ม ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เข้ารุมทำร้าย คว้าคอ ลากเข้าไปยังรถคุมขังผู้ต้องหา เพื่อจับกุมไปดำเนินคดี ทั้งนี้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทำเหมือนผู้ชุมนุมเป็นปรปักษ์ และเกินกว่าเหตุ ขณะที่ปฏิบัติกับคนเสื้อแดงแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามจะขอหารือกับสภาทนายความก่อนว่า จะดำเนินการจะฟ้องร้องเอาผิดกับใครบ้าง
ขณะที่นางรัชฎาภรณ์ กล่าวว่า ขอถามไปยังนายกฯและรัฐบาลว่า จะใช้มาตรการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมครั้งนี้ด้วยมาตรฐานเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดงในการชุมนุมปี 2553 หรือไม่
โดยนายวิทยา กล่าวว่า นายประพัฒน์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้าย ในช่วงที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณแยกมิสกวัน จากนั้นได้ถูกควบคุมตัวไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และได้ส่งไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลคลองหลวง ซึ่งแพทย์ได้ทำการเย็บบาดแผลที่หางคิ้วซ้าย จำนวน 4 เข็ม และแพทย์ได้ออกใบรับรองแพทย์ระบุว่ามีบาดแผลถลอกที่ศีรษะและหางคิ้วซ้าย แต่หลังจากที่นายประพัฒน์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ได้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งทางโรงพยาบาลดังกล่าวออกใบรับรองแพทย์ระบุว่าเป็นบาดแผลฉีกขาด ทั้งนี้ นายประพัฒน์ ยืนยันว่าไม่มีการพกอาวุธเข้าร่วมการชุมนุม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำเกินกว่าเหตุ จึงได้มาร้องเรียนคณะทำงานช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม เพื่อขอให้ช่วยจัดหาทนายความในการต่อสู้ดำเนินคดีกับผู้สั่งการ และเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อย่างเกินกว่าเหตุ ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ประสานกับนายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ ในการเข้าพบในวันนี้ เวลา 14.30 น. เพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่า ควรต้องดำเนินการเอาผิดกับระดับผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ในฐานะเป็นผู้สั่งการ
ด้านนายประพัฒน์ กล่าวว่า ตนไปร่วมชุมนุมที่แยกสวนมิสกวัน และได้ประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแกนนำได้มีการสั่งให้มีการดันเพื่อเปิดพื้นที่ไปหากลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่เนื่องจากคนของเราน้อยกว่า และตนเสียหลักลื่นล้ม ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เข้ารุมทำร้าย คว้าคอ ลากเข้าไปยังรถคุมขังผู้ต้องหา เพื่อจับกุมไปดำเนินคดี ทั้งนี้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทำเหมือนผู้ชุมนุมเป็นปรปักษ์ และเกินกว่าเหตุ ขณะที่ปฏิบัติกับคนเสื้อแดงแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามจะขอหารือกับสภาทนายความก่อนว่า จะดำเนินการจะฟ้องร้องเอาผิดกับใครบ้าง
ขณะที่นางรัชฎาภรณ์ กล่าวว่า ขอถามไปยังนายกฯและรัฐบาลว่า จะใช้มาตรการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมครั้งนี้ด้วยมาตรฐานเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดงในการชุมนุมปี 2553 หรือไม่













