"แซนด์วิช เจเนอเรชัน" ภาวะความท้าทายของคนวัยทำงานจำนวนมากต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งของลูกที่กำลังเติบโตและพ่อแม่ที่สูงวัย ซึ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันและความกังวลทางการเงินเป็นอย่างมาก
การจดบันทึก วิเคราะห์ และจัดลำดับความสำคัญของรายรับรายจ่าย รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จะช่วยให้เห็นภาพรวมทางการเงินและควบคุมการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินและการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตตนเอง (เช่น การออมเพื่อเกษียณและการทำประกัน) เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันและสร้างความมั่นคงในระยะยาว
การเปิดใจพูดคุยเรื่องการเงินกับสมาชิกในครอบครัวและการแบ่งปันความรับผิดชอบในการดูแล จะช่วยลดความเครียดและสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการเงินที่ยั่งยืน
คุณเคยรู้สึกเหมือนถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างหน้าที่สองด้านหรือไม่ ในขณะที่คุณต้องดูแลลูกน้อยที่ยังต้องการความรักและการสนับสนุนจากคุณเต็มที่ อีกด้านหนึ่งก็มีพ่อแม่สูงวัยที่เริ่มต้องการความช่วยเหลือและการดูแลอย่างใกล้ชิด ภาระสองรุ่นนี้กำลังกลายเป็นเรื่องจริงของคนไทยจำนวนมากในยุคปัจจุบัน กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “แซนด์วิช เจเนอเรชัน” (Sandwich Generation) หรือคนรุ่นเดอะแบก กำลังเผชิญกับความท้าทายทางการเงินที่หนักพอสมควร ที่หลายคนต้องจัดสรรเงินเดือนให้พอทั้งค่าใช้จ่ายของลูกและค่าดูแลพ่อแม่ ผลที่ตามอาจรู้สึกเครียด วิตกกังวล เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นแก้ปัญหานี้อย่างไร
5 แนวทางหลัก ช่วยคน "แซนด์วิช เจเนอเรชัน" จัดการเงินให้คล่องตัว
1. รู้จัก "แซนด์วิช เจเนอเรชัน" ภาระสองด้านทางการเงินที่คนวัยทำงานต้องเผชิญ
ในยุคปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “แซนด์วิช เจเนอเรชัน” หรือกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องดูแลทั้งลูกที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และพ่อแม่ที่สูงวัยไปพร้อมกัน ภาระสองรุ่นนี้สร้างความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการเงิน เพราะต้องจัดสรรเงินให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกคนในครอบครัว
คนกลุ่มนี้มักอยู่ในช่วงอายุ 35 - 55 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังสร้างฐานะและมีภาระหน้าที่การงานสูง ขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูก เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร และกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลพ่อแม่ เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ หลายคนยังต้องวางแผนการเงินเพื่ออนาคตของตัวเอง เช่น การออมเงินเพื่อเกษียณ หรือการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว
ความท้าทายเหล่านี้ทำให้คนแซนด์วิช เจเนอเรชัน ต้องมีทักษะการบริหารจัดการเงินที่ดีและรู้จักวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะหากขาดการวางแผน อาจเกิดปัญหาหนี้สิน หรือเงินไม่พอใช้ในยามฉุกเฉินได้
ดังนั้น การเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองและครอบครัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เริ่มต้นจากการสำรวจรายรับ รายจ่าย และภาระหนี้สินทั้งหมด เพื่อประเมินความสามารถในการใช้จ่ายและวางแผนการเงินให้เหมาะสม จากนั้นก็พูดคุยเปิดใจกับสมาชิกในครอบครัวเกี่ยวกับข้อจำกัดและความต้องการทางการเงิน ก็ช่วยลดความเครียดและสร้างความเข้าใจร่วมกันได้
2. วางแผนงบประมาณครอบครัวอย่างรัดกุม
การวางแผนงบประมาณถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการเงินสำหรับคนแซนด์วิช เจเนอเรชัน เพราะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลายด้านพร้อมกัน การเริ่มต้นที่ดี คือ การจดบันทึกรายรับและรายจ่ายทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระแสเงินสดในแต่ละเดือน
ขั้นตอนแรก คือ การรวบรวมข้อมูลรายรับทั้งหมด เช่น เงินเดือน รายได้เสริม หรือผลตอบแทนจากการลงทุน จากนั้นให้จดบันทึกรายจ่ายประจำ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเล่าเรียนลูก ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ รวมถึงรายจ่ายจิปาถะต่าง ๆ และเมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ให้นำมาวิเคราะห์ว่ามีส่วนไหนที่เป็นรายจ่ายสิ้นเปลืองหรือสามารถลดได้บ้าง เช่น ค่าอาหารนอกบ้าน ค่าเดินทาง หรือของใช้ฟุ่มเฟือย
อย่าลืมว่าการจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยให้บริหารเงินได้ดีขึ้น ด้วยการให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน เช่น ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าการศึกษาของลูก จากนั้นจึงพิจารณารายจ่ายอื่นๆ หากมีงบประมาณเหลือ
นอกจากนี้ สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น แอปพลิเคชันจัดการงบประมาณ หรือโปรแกรมบัญชีส่วนบุคคล จะช่วยให้ติดตามและควบคุมการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น สามารถตั้งเป้าหมายการออมเงินหรือการชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวางแผนงบประมาณที่ดีจะช่วยให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งทางการเงินของครอบครัว สามารถปรับเปลี่ยนแผนการใช้เงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางการเงินในอนาคต ที่สำคัญ คือ ควรทบทวนงบประมาณเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้แผนการเงินสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิต
3. สร้างเงินสำรองและวางแผนอนาคตของตัวเอง
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่คนแซนด์วิช เจเนอเรชันมักทำ คือ การจัดสรรเงินทั้งหมดให้กับครอบครัวจนลืมดูแลอนาคตของตัวเอง ดังนั้น ควรออมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 3 - 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การเจ็บป่วย ตกงาน หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ และวางแผนการเงินระยะยาวด้วย
นอกจากนี้ การทำประกันก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน เช่น ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต หรือประกันโรคร้ายแรง ด้วยการเลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละคน เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
4. สื่อสารและแบ่งปันความรับผิดชอบในครอบครัว
การพูดคุยอย่างเปิดเผยและจริงใจในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนแซนด์วิช เจเนอเรชัน เพราะการรับภาระดูแลทั้งลูกและพ่อแม่เพียงลำพังอาจทำให้เกิดความเครียดและความขัดแย้งได้ เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับคู่สมรสหรือคนในครอบครัวเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินอย่างตรงไปตรงมา อธิบายข้อจำกัดและความจำเป็นในการบริหารจัดการเงิน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเห็นภาพเดียวกัน มีเป้าหมายร่วมกัน เช่น การออมเงินเพื่อการศึกษาของลูก หรือการดูแลสุขภาพของพ่อแม่ จะช่วยให้ทุกคนมีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันมากขึ้น
สำหรับครอบครัวที่ลูกที่โตแล้ว ควรสอนให้รู้จักคุณค่าของเงินและการใช้จ่ายอย่างมีระเบียบ รวมถึงให้มีส่วนร่วมในการวางแผนงบประมาณ หรือหารายได้เสริมในช่วงปิดเทอม เพื่อปลูกฝังนิสัยการออมและความรับผิดชอบทางการเงินตั้งแต่เด็ก ในส่วนของพ่อแม่ที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง ควรพูดคุยถึงแผนการเงินในอนาคต เช่น รายได้หลังเกษียณ ทรัพย์สินต่าง ๆ หรือประกันสุขภาพ เพื่อให้สามารถวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม
หากมีการแบ่งปันความรับผิดชอบและสื่อสารอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ทุกคนจะรู้สึกมีส่วนร่วมและเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการเงินและการดูแลครอบครัวอย่างยั่งยืน
CREDIT = โดย ฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น