ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

  • ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

    ซ่อมคอมถึงบ้าน,ซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงบ้าน,ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์ นอกสถานที่,วางระบบอินเตอร์เน็ต,วางระบบแลน,ระบบเน็คเวิร์ค,เขียนโปรแกรมเว็บไซด์,ดูแลคอมพิวเตอร์แบบรายเดือน-รายปี,พร้อมบริการด้านไอทีจ่าย. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • หากคุณกำลังมองหาสถานที่ รับซ่อมคอมถึงที่

    ราคือหน่วยรับซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน บริษัท ห้าง ร้าน สถานสงเคราะห์ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ เราจะไปบริการซ่อมให้ในราคาสุดประหยัด ถูกกว่ายกไปซ่อมที่ห้างหรือร้านซ่อมแน่นอน เนื่องจากทางร้านของเราไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ จึงสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ได้. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • www.becomz.com ให้บริการถึงที่

    บริการซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ โดยไม่ต้องยก เครื่องคอมให้เหนื่อย หรือ เสียเวลา การทำงานของคุณ เรา คือ ทางออกสำหรับคุณ ที่จะไป บริการถึงบ้าน ที่บ้าน หรือ อ๊อฟฟิต ( office ) และ คอนโด อาพาทเม้น ทุกสถานที่ พร้อม ทั้ง ให้ บริการซ่อมคอมพิวเตอร์ 24 ชั่วโมง สำหรับ ลูกค้าบางท่านที่สะดวก. สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • ค่าบริการ

    – ซ่อมโปรแกรม แก้ปัญหาด้านโปรแกรมทั่วไป เครื่องละ 500 บาท – เเละลง Driver 300 บาท รวมกับ ซ่อมปกติเป็น 700 บาท – อะไหล่เสีย จะแจ้งราคาอะไหล่ก่อนซ่อม (ลูกค้าสามารถจัดหาอะไหล่เองได้) เพื่อความมั่นใจ ซ่อมเสร็จเรารับประกันซอฟเเวร์ 7วัน พร้อมให้คำแนะนำ และบริการหลังซ่อม ตลอดการรับประกันน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

  • รับซ่อมทุกปัญหา โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

    – บริการอัพเกรดเครื่อง แก้ปัญหาเครื่องช้า รวนบ่อย ค้างบ่อย – บริการติดตั้ง แก้ปัญหา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบแลน-อินเตอร์เน็ต – บริการลงวินโดว์, ลงโปรแกรม, แก้ไวรัส, แก้ปัญหาต่างๆ – บริการฝากซ่อม-เคลม อะไหล่คอมฯ และสินค้าไอที ทุกชนิด – บริการจัดสเป๊คเครื่อง จัดชุดคอมมือ1-2 พร้อมใช้งาน ติดตั้งให้ถึงที่ .สนใจติดต่อ 095-954-4524

วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จ่อหมายจับแก๊งฆ่านายกเล็กสงขลา

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ห้องประชุมกองบังคับการบก.ภ.จว.สงขลา พล.ต.อ.รชต เย็นทรวง ที่ปรึกษา(สบ.10) ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดคดี นายพีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงเสียชีวิต ที่บริเวณหน้าร้านสงขลาฟอรั่ม ช่วงค่ำวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีพล.ต.ต.สุวิทย์ เชิญสิริ ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.คำรณ ยอดรักษ์และพ.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา พร้อมด้วยตำรวจที่กองปราบปรามเข้าร่วมประชุม ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
จากนั้น พล.ต.อ.รชต พร้อมคณะนายตำรวจ ได้เดินเข้าพบนายรฐชัย สงประสพ รองปลัดเทศบาลนครสงขลา รักษาการนายกเทศมนตรีนครสงขลา เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจแก่พนักงานเทศบาลนครสงขลา พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพยายามทำงานกันอย่างเต็มที่ จึงขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ และหากพยานหลักฐานสาวไปถึงใคร จะจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ โดยไม่เกรงกลัวผู้มีอิทธิพลและจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และขณะนี้กำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่ในอีก 60 วัน จึงมาให้กำลังใจ
พล.ต.อ.รชต เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้ง สอบสวนสืบสวน และเจ้าหน้าที่วิทยาการ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาที่กระทำผิด และขณะนี้ถือว่ามีความคืบหน้าไปมากแล้ว และคาดว่าจะชัดเจนเร็วที่สุดในอีกวันสองวันนี้ เนื่องจากต้องรอผลตรวจหลักฐานต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่วิทยาการ ขณะที่พอจะรู้ตัวผู้ต้องสงสัยมาบ้างแล้ว ส่วนสาเหตุยังคงมุ่งประเด็นหลักไปที่เรื่องการเมืองท้องถิ่น และให้น้ำหนักมากที่สุด ขณะที่ทุกฝ่ายพยายามทุ่มเทคลี่คลายคดีกันอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญและมีประชาชนให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดลี่คลายคดีได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพรถยนต์ของคนร้ายในขณะขับเข้ามาจอดรอเตรียมลงมือก่อเหตุและตามเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี เบื้องต้นพบว่ามีรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ 2 คันคือรถกระบะโตโยต้า วีโก้ แบบ 4 ประตูสีบรอนซ์ จอดทิ้งอยู่ในลานจอดรถของสถานีวิทยุสมิหลาเรดิโอและรถกระบะโตโยต้า วีโก้ แบบ 4 ประตูสีดำจอดทิ้งไว้บริเวณสถานีขนส่งสงขลา
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าในเวลา 17.15 น.คนร้ายได้ขับรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ผ่านสามแยกถนนนครใน ตัดกับธนาคารออมสินเข้ามาจอดเตรียมก่อเหตุ จากนั้นขับเข้ามาจอดที่จุดเกิดเหตุในเวลา 18.29 น. และหลังลงมือแล้วได้ขับรถหลบหนีผ่านสี่แยกสะพานเหล็ก ในเวลา19.32 น. มุ่งหน้าผ่านสามแยกถนนนครนอกไปประมงใหม่ในเวลา 19.33 น.ก่อนเลี้ยวรถไปจอดทิ้งไว้ในสถานีวิทยุสมิหลาเรดิโอและใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที ได้มีรถกระบะโตโยต้า วีโก้สีดำขับออกมาจากสถานที่ดังกล่าว จึงเชื่อว่าเป็นการสับเปลี่ยนรถหลบหนี แล้วนำไปจอดทิ้งไว้ที่ สถานีขนส่งสงขลา
นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า ส่วนสาเหตุที่นายพีระ ถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมนั้น เจ้าหน้าที่ยังคงเน้นไปเรื่องขัดแย้งการเมือง ใน จ.สงขลา ขณะที่ เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ในเบื้องต้นจะเสนอขอหมายจับคนร้าย 4 คน เป็นผู้บงการหรือจ้างวาน 1 คน และมือปืนอีก 3 คน และในส่วนของมือปืนเจ้าหน้าที่มีชื่อทั้งหมดแล้ว รวมทั้งได้ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษประกบตัวไว้แล้วทั้ง 3 คน โดยยังกบดานในพื้นที่ ส่วนผู้จ้างวานจากการตรวจสอบพบว่าได้หลบหนีไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมาแล้ว.v
Share:

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"จงรัก" ชี้ ข่าวการลอบสังหาร"แม้ว"มีมูล


วันนี้(7 พ.ย.)  ที่รัฐสภา พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ส.ว.สรรหา ในฐานะอดีตรอง ผบ.ตร.กล่าวถึงการจับกุมอาวุธสงครามบริเวณภาคเหนือจนโยงไปสู่ข่าวการลอบ สังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่จะเดินทางมายัง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ว่า  ข่าวการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีมูลหรือไม่ เป็นเรื่องความรู้สึกนึกคิดของบุคคล  ที่อาจมีความคิดเห็นแตกต่างออกไป แต่สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ  เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในเรื่องนี้ อาจมีความเชื่อว่า อาจถูกลอบสังหารจริง เพราะที่ผ่านมาเคยถูกลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง จึงเชื่อว่ามีมูล ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนเคยถูกปองร้ายก็จะต้องมีความระแวงสงสัยว่าอาจถูกปองร้าย อีก ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะเคยถูกลอบปองร้ายมาแล้ว เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีความสงสัยและเชื่อไปเช่นนั้น
 “เท่าที่ผมจำได้ ครั้งแรกที่มีการระเบิดเครื่องบิน  ของสายการบินไทยที่สนามบินดอนเมือง ผมได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปสอบสวนในเรื่องนี้ถ้าวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาขึ้นเครื่องตามหมายกำหนดการ ก็คงถูกระเบิดไปพร้อมเครื่องบิน  ไปแล้ว แต่เผอิญ พ.ต.ท.ทักษิณ แวะที่อื่นก่อนจึงเดินทางมาล่าช้ากว่ากำหนดเครื่องบินจึงระเบิดไปก่อน ผมเป็นคนเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นคนแรก พร้อมผู้เชี่ยวชาญของไทย และต่อมาก็มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมตรวจสอบสาเหตุระเบิดแต่ ในที่สุดคดีดังกล่าวก็ยุติลงไปโดยมีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญว่าเครื่องบิน จอดตากแดดนานเกินไปจนเกิดความร้อนไปถึงถังน้ำมันเชื้อเพลิงจนเกิดระเบิด ขึ้น”พล.ต.อ.จงรักกล่าว  และว่าจึงเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย เพราะตนเห็นเครื่องบินทั่วไปไม่ว่าที่ไหนใน  โลกก็จอดตากแดดกันทั้งนั้น ไม่เห็นระเบิดเลย โดยเฉพาะในประเทศแอฟริกาหรือตะวันออกกลางที่อากาศร้อนก็ยังไม่ได้ข่าวว่ามี การระเบิด
พล.ต.อ.จงรัก กล่าวด้วยว่า จากนั้นก็มีข่าวการลอบวางระเบิด พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ ถนนจรัลสนิทวงศ์  เชิงสะพานซังฮี้ โดยใช้เครื่องจุดระเบิด กะระยะเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ    เดินทางออกจากบ้านจันทร์ส่องหล้า ย่านบางพลัด แต่เผอิญ พ.ต.ท.ทักษิณออกจากบ้านก่อนกำหนด  คนร้ายจึงกระทำการไม่สำเร็จ เพราะไม่ตรงเวลาที่คาดการณ์ไว้ และนอกจากนั้นก็อาจมีเหตุการณ์  อื่น ๆ อีก ส่วนคนที่ไม่เคยถูกปองร้ายมาเลย นั่งอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ดูตอนเช้าก็อาจไม่เชื่อเพราะไม่เคยมีศัตรู และไม่มีส่วนได้เสียใด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดูเหตุการณ์ที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นที่ยุติได้ว่าที่ผ่านมามีคนต้องการจะสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ จริง แต่ปัจจุบันนี้จะมีคนต้องการสังหารหรือไม่ ก็คงต้องติดตามผลการสืบสวนของผู้เกี่ยวข้องต่อไป
Share:

ไทย-พม่าชื่นมื่น ผู้นำ 2 ประเทศ เร่งเดินหน้าสานต่อความร่วมมือ


วันนี้( 7 พ.ย.)  ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายญาณ ทุน รองประธานาธิบดีสหภาพเมียนมาร์ เข้าเยี่ยมคารวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงไทย-เมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1 ในฐานะประธานร่วมฝ่ายเมียนมาร์  โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธานฝ่ายไทย
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า มีโอกาสได้พบกับนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ ในการประชุม ASEM  ซึ่งประธานาธิบดีมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ทวาย และรับจะเร่งให้คณะทำงานร่วม ดำเนินการโดยเร็ว เช่นเดียวกับรัฐบาลไทยก็พร้อมผลักดันและสนับสนุนให้โครงการทวายเดินหน้าโดย เร็วที่สุด ซึ่งเชื่อมั่นว่าการประชุมในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้ทั้งสองฝ่าย ร่วมกันดำเนินโครงการสำคัญนี้ โดยในการประชุมนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นควรว่าจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการให้ชัดเจน เพื่อกำหนดโครงการในส่วนที่ควรเร่งดำเนินการตามที่เคยได้หารือกับ ประธานาธิบดีเมียนมาร์ไว้
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ไทยยังจะให้ความสำคัญในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อย่างเต็มที่ด้วย ทั้งนี้หวังว่าจะได้มีโอกาสพบหารือกับประธานาธิบดีเมียนมาร์ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 21 ที่ประเทศกัมพูชา และอาจมีการแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงใน ครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีในการเชิญชวนประเทศที่มีศักยภาพและสนใจให้เข้ามามีส่วน ร่วม  ทั้งนี้ไทยยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือเพื่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งขณะนี้ไทยได้ดำเนินการซ่อมแซมสะพานมิตรพานแม่สอด-เมียวดี และกำลังพัฒนาถนนเมียวดี-กอกะเร็ก ซึ่งต้องขอบคุณเมียนมาร์ที่ได้อำนวยความสะดวก พร้อมขอการสนับสนุนจากรัฐบาลเมียนมาร์ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งไทยกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างถนนต่อจากกอกะเร็กเชื่อมโยงไป ยังเมาะลำใยด้วย
นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวว่า ภาคเอกชนไทยก็สนใจในเขตการพัฒนาอื่นๆในเมียนมาร์ด้วย โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปเยี่ยมชนพื้นที่ในโอกาสต่อไป ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ขอให้รองประธานาธิบดีเมียนมาร์ช่วยติดตามความคืบหน้าการ เปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ของชุมชนในพื้นที่  ขณะที่รองประธานาธิบดีเมียนมาร์ ได้กล่าวแสดงความมั่นใจว่า การเดินทางมาเยือนไทยในครั้งนี้จะเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดี ระหว่างทั้งสองประเทศ และมีความยินดีที่นักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนชาวไทยสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์เป็นอันดับ  2 หรือร้อยละ 26.9 ซึ่งการเข้าไปลงทุนจะทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับรองประธานาธิบดีเมียนมาร์ ว่า ไทยยินดีที่จะมอบเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊สจากโรงงานไฟฟ้าหนองจอกและโรง ไฟฟ้าลาดกระบังไปติดตั้งที่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือด้านพลังงานดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเมียนมาร์ โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพกิจกรรมระหว่างประเทศที่สำคัญ อาทิ การเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ และการประชุม WEF เป็นต้น
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีและรองประธานาธิบดีเมียนมาร์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบหนังสือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการจัดตั้งกลไกคณะ กรรมการร่วมไทย-เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาที่ครอบคลุมในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง ระหว่างรมว.ต่างประเทศของไทย กับ รมว.อุตสาหกรรมเมียนมาร์
Share:

รองปลัดกห. เผยส่งผลสรุปถอดยศ “มาร์ค” ให้ “สุกำพล” แล้ว


วันนี้ (7 พ.ย.) ที่กระทรวงกลาโหม รายงานข่าวแจ้งว่า ภายจากที่พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการกรณีการบรรจุเข้ารับราชการ การขึ้นทะเบียนกองประจำการ และการแต่งตั้งยศ ร.ต.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีพล.อ.ม.ล.ประสบชัย  เกษมสันต์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานฯ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการฯได้ประชุม เพื่อตรวจสอบข้อกฎหมายและกฎระเบียบของกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้ข้อสรุปว่า 1.นายอภิสิทธิ์ไม่ได้มารายงานตัวเพื่อตรวจเลือกการเกณฑ์ทหาร 2.ไม่ได้มีการขอผ่อนผันตามระเบียบ และ3.การเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร.นั้นไม่ถูกต้อง

 “ทางคณะกรรมการฯได้ข้อสรุปว่านายอภิสิทธิ์ใช้เอกสารไม่ถูกต้องสมัครเข้า รับราชการทหาร ดังนั้นจึงมีมติให้ใช้กฎกระทรวงกลาโหมดำเนินการถอดยศ ร.ต. ของนายอภิสิทธิ์ พร้อมทั้งพิจารณาเรียกเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ทางราชการหรือเบี้ยหวัดคืน โดยได้ส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ พล.อ.อ.สุกำพลแล้ว ขณะนี้กำลังรอให้พล.อ.อ.สุกำพลลงนามเท่านั้น
สำหรับการดำเนินการต่างๆที่ดูเหมือนทิ้งช่วงนั้น เพราะในกฎหมายระบุให้กระทรวงกลาโหมส่งหนังสือไปถึงผู้ถูกร้องคือนาย อภิสิทธิ์นำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงต่อคณะกรรมการฯภายใน 2 สัปดาห์ โดยทางคณะกรรมการฯได้แจ้งไปยังนายอภิสิทธิ์แล้ว แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้เข้ามาชี้แจงหรือส่งเอกสารหลักฐานมาให้คณะกรรมการฯ ตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตามหลังจากที่พล.อ.อ.สุกำพล ได้ลงนามแล้วจะแถลงเรื่องนี้อีกครั้ง” แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม กล่าว

ด้านพล.อ.ม.ล.ประสบชัย กล่าวว่า ทางคณะกรรมการฯได้พิจารณาการเข้ารับเกณฑ์ทหาร การขอผ่อนผัน และการบรรจุเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร. ว่าทั้งหมดถูกต้องหรือไม่ ซึ่งได้นำผลสรุปส่งให้ พล.อ.อ.สุกำพล เรียบร้อยแล้วคาดว่าภายในสัปดาห์นี้น่าจะมีความชัดเจนอีกครั้ง ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการฯให้โอกาสนายอภิสิทธิ์ทุกอย่าง เพื่อแสดงความถูกต้องโดยได้ทำหนังสื่อเชิญนายอภิสิทธิ์เข้าให้ข้อมูลต่อคณะ กรรมการฯ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์เคยให้ข้อมูลกับสภาผู้แทนราษฎรหรือสถานที่ต่างๆและมี หลักฐานอยู่ของตนเองอยู่ก็ขอนำหลักฐานต่างๆดังกล่าวชี้แจงต่อคณะกรรมการฯ หรือจะส่งเอกสารมาก็ได้ เพื่อตรวจสอบดูว่าเอกสารของนายอภิสิทธิ์นั้นใช้ได้หรือไม่ แต่ทางนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้มาชี้แจง และไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากรมว.กลาโหมลงนามในผลสรุปของคณะกรรมการฯ กรณีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้วนั้นผลสรุปจะถูกส่งไปยังกรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายในการถอดยศและเรียกคืนเบี้ยหวัดทั้งหมดคือจากนาย อภิสิทธิ์ ตั้งแต่บรรจุเข้ารับราชการทหารวันแรก พร้อมทั้งกระทรวงกลาโหมจะส่งผลสรุปให้กับทางผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการต่อ ไปด้วย
Share:

Disqus Shortname

Comments system

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Post Top Ad

คลังบทความของบล็อก

Author Details

Menu - Pages

Business

Random Posts

Recent

Popular

Blog Archive