นายบันฟีคุณพ่อลูก 2 ตลอด 10 วันของการท่องป่าจังหวัดมาโต กรอสโก เขาได้พบงูอนาคอนดาตัวเขื่องมากกว่า 10 ตัว แต่ตัวที่ถ่ายภาพชุดนี้มีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นๆ และโชคดีขณะที่พบมันเพิ่งกินสัตว์บางอย่างเข้าไปจนพุงกาง มันกำลังอิ่มจึงไม่ให้ความสนใจเขาและคณะเดินทางมากนัก.
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ผงะงูยักษ์"อนาคอนดา"ในป่าลึกบราซิล
วันนี้ (11 พ.ย.) รายงานในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลี่ เมล์ ของอังกฤษ ระบุว่า นายฟรังโก บันฟี วัย 53 ปี นักผจญภัยดำน้ำ และตากล้องสารคดีชาวสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับเพื่อน เดินทางไปท่องเที่ยวแถบป่าลึกดงดิบ ในเขตมาโต กรอสโก โอ ซุล ของประเทศบราซิล ในทวีปอเมริกาใต้ เป็นเวลา 10 วัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เขาได้เผชิญหน้ากับงูยักษ์อนาคอนดาตัวหนึ่ง ซึ่งมีขนาดความยาวของลำตัวประมาณ 8 เมตร (26 ฟุต) ขณะดำน้ำเพื่อถ่ายภาพธรรมชาติ ในแม่น้ำสายหนึ่งในเขตป่าลึก ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกค่อนไปทางใต้ของบราซิล ติดเขตแดนประเทศโบลิเวียและปารากวัย
นายบันฟีคุณพ่อลูก 2 ตลอด 10 วันของการท่องป่าจังหวัดมาโต กรอสโก เขาได้พบงูอนาคอนดาตัวเขื่องมากกว่า 10 ตัว แต่ตัวที่ถ่ายภาพชุดนี้มีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นๆ และโชคดีขณะที่พบมันเพิ่งกินสัตว์บางอย่างเข้าไปจนพุงกาง มันกำลังอิ่มจึงไม่ให้ความสนใจเขาและคณะเดินทางมากนัก.
นายบันฟีคุณพ่อลูก 2 ตลอด 10 วันของการท่องป่าจังหวัดมาโต กรอสโก เขาได้พบงูอนาคอนดาตัวเขื่องมากกว่า 10 ตัว แต่ตัวที่ถ่ายภาพชุดนี้มีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นๆ และโชคดีขณะที่พบมันเพิ่งกินสัตว์บางอย่างเข้าไปจนพุงกาง มันกำลังอิ่มจึงไม่ให้ความสนใจเขาและคณะเดินทางมากนัก.
สมาชิกทีมยิง"พีระ"ชิงมอบตัวปฏิเสธข้อหา
สมาชิกทีมยิง “พีระ ตันติเศรณี” นายกเทศมนตรีนครสงขลา ชิงมอบตัวหลังถูกออกหมายจับไม่นาน ปฏิเสธทุกข้อหา ด้านตำรวจมั่นใจหลักฐาน หิ้วตัวค้นบ้านพักของ นายกอบจ.สงขลา คนสนิทที่พักอาศัยอยู่ด้วย
ความคืบหน้าคดีฆ่า นายพีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา ซึ่งถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 7 พ.ย. ผ่านมา จนถึงขณะนี้ย่างเข้าสู่วันที่ 4 ของการสืบสวนคลี่คลายคดี ล่าสุดวันนี้ (10 พ.ย.) พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา ได้เสนอขออนุมัติศาลจังหวัดสงขลา เพื่อออกหมายจับคนร้ายแล้ว 1 คน คือ นายไพศาล หนูพันธ์ อยู่บ้านเลขที่ 2/10 ถนนแหล่งพระราม อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งเป็นมือปืนสังกัดซุ้มมือปืนใน อ.ระโนด จ.สงขลา และศาลได้อนุมัติออกหมายจับทันที จากการสืบสวนสอบพบว่าคดีนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของผู้บงการและมือปืนทั้งสิ้น 6 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมออกหมายจับทั้งหมด
ต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. นายไพศาลได้เดินทางมาขอเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา โดยเดินทางมากับญาติด้วยรถยนต์ 6 คัน เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมทันทีตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลา และแจ้งดำเนินคดี 3 ข้อหาคือ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ พกพาอาวุธและเครื่องกระสุนปืนเข้ามาในเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร แต่นายไพศาลให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายไพศาล พร้อมหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 55/1 ถนนนาสาร เขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายอุทิศ ชูช่วย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด พี่ชายของ นายกิตติ ชูช่วย เจ้าของสถานีวิทยุสมิหลาเรดิโอ ที่พบรถปิกอัพของกลุ่มมือปืนไปจอดทิ้งไว้ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม โดยสาเหตุที่ต้องเข้าตรวจค้นที่บ้านของนายอุทิศ เนื่องจากนายไพศาลเป็นคนสนิทและอาศัยอยู่ในบ้านของนายอุทิศ
โดยระหว่างการควบคุมนายไพศาลไปตรวจค้นที่บ้านของนายอุทิศ เจ้าหน้าที่ได้สวมเสื้อเกราะให้กับนายไพศาล เพื่อความปลอดภัย และมีกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธร ภาค 9 ตรึงกำลังอย่างแน่นหนา และหลังการเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายไพศาลไปสอบสวนอีกครั้ง และคัดค้านการประกันตัว ทั้งนี้ สำหรับ นายไพศาล จากการตรวจสอบประวัติ พบว่าเคยต้องคดีฆ่าคนตายในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา เมื่อปี 2550
ส่วนบรรยากาศที่หน้าสำนักงานสงขลาฟอรั่ม ถนนนครใน เขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่นายพีระถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ยังคงมีชาวสงขลานำดอกไม้ไปวางไว้ที่พื้นหน้าสำนักงานสงขลาฟอรั่ม เพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไป พร้อมกับเขียนข้อความยกย่องการเป็นนักการเมืองของนายพีระ ใส่แผ่นกระดาษมาวางไว้ด้วย และไม่คิดว่าจะมาจบชีวิตด้วยการถูกยิงอย่างอุกอาจเช่นนี้ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับชาวสงขลาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้าย รวมถึงผู้บงการให้ได้โดยเร็ว
สำหรับการออกหมายจับ นายไพศาล ซึ่งเป็นหนึ่งในมือสังหารนั้นเจ้าหน้าที่มีหลักฐานสำคัญจากปลอกกระสุนปืนคาร์บินที่ตกอยู่ในระกระบะ 4 ประตูสีบรอนซ์ ของคนร้ายซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ตรงกับปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุรวมทั้งเอกสารคู่มือรถยนต์และภาพถ่ายของหัวหน้าซุ้มมือปืนที่ตกอยู่ภายในรถ ในส่วนของคดีนี้ได้มีการเชิญผู้เห็นเหตุการณ์มาสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้วจำนวน 10 คน แต่ปัญหาขณะนี้ไม่มีใครกล้าที่จะมาเป็นพยานเพราะเกรงอันตราย
อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ประกบตัว และติดตามความเคลื่อนไหวไว้ทุกคนแล้ว โดยเฉพาะมือปืนซึ่งทราบว่ายังอยู่ในพื้นที่ จ.สงขลา เพียงแต่รอการอนุมัติหมายจับจากเท่านั้น....
ต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. นายไพศาลได้เดินทางมาขอเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา โดยเดินทางมากับญาติด้วยรถยนต์ 6 คัน เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมทันทีตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลา และแจ้งดำเนินคดี 3 ข้อหาคือ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ พกพาอาวุธและเครื่องกระสุนปืนเข้ามาในเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร แต่นายไพศาลให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายไพศาล พร้อมหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 55/1 ถนนนาสาร เขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายอุทิศ ชูช่วย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด พี่ชายของ นายกิตติ ชูช่วย เจ้าของสถานีวิทยุสมิหลาเรดิโอ ที่พบรถปิกอัพของกลุ่มมือปืนไปจอดทิ้งไว้ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม โดยสาเหตุที่ต้องเข้าตรวจค้นที่บ้านของนายอุทิศ เนื่องจากนายไพศาลเป็นคนสนิทและอาศัยอยู่ในบ้านของนายอุทิศ
โดยระหว่างการควบคุมนายไพศาลไปตรวจค้นที่บ้านของนายอุทิศ เจ้าหน้าที่ได้สวมเสื้อเกราะให้กับนายไพศาล เพื่อความปลอดภัย และมีกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธร ภาค 9 ตรึงกำลังอย่างแน่นหนา และหลังการเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายไพศาลไปสอบสวนอีกครั้ง และคัดค้านการประกันตัว ทั้งนี้ สำหรับ นายไพศาล จากการตรวจสอบประวัติ พบว่าเคยต้องคดีฆ่าคนตายในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา เมื่อปี 2550
ส่วนบรรยากาศที่หน้าสำนักงานสงขลาฟอรั่ม ถนนนครใน เขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่นายพีระถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ยังคงมีชาวสงขลานำดอกไม้ไปวางไว้ที่พื้นหน้าสำนักงานสงขลาฟอรั่ม เพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไป พร้อมกับเขียนข้อความยกย่องการเป็นนักการเมืองของนายพีระ ใส่แผ่นกระดาษมาวางไว้ด้วย และไม่คิดว่าจะมาจบชีวิตด้วยการถูกยิงอย่างอุกอาจเช่นนี้ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับชาวสงขลาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้าย รวมถึงผู้บงการให้ได้โดยเร็ว
สำหรับการออกหมายจับ นายไพศาล ซึ่งเป็นหนึ่งในมือสังหารนั้นเจ้าหน้าที่มีหลักฐานสำคัญจากปลอกกระสุนปืนคาร์บินที่ตกอยู่ในระกระบะ 4 ประตูสีบรอนซ์ ของคนร้ายซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ตรงกับปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุรวมทั้งเอกสารคู่มือรถยนต์และภาพถ่ายของหัวหน้าซุ้มมือปืนที่ตกอยู่ภายในรถ ในส่วนของคดีนี้ได้มีการเชิญผู้เห็นเหตุการณ์มาสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้วจำนวน 10 คน แต่ปัญหาขณะนี้ไม่มีใครกล้าที่จะมาเป็นพยานเพราะเกรงอันตราย
อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ประกบตัว และติดตามความเคลื่อนไหวไว้ทุกคนแล้ว โดยเฉพาะมือปืนซึ่งทราบว่ายังอยู่ในพื้นที่ จ.สงขลา เพียงแต่รอการอนุมัติหมายจับจากเท่านั้น....
วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
จ่อหมายจับแก๊งฆ่านายกเล็กสงขลา
ป.ผนึกกำลังล่าแก๊งสังหารโหดนายกเล็กสงขลา เตรียมเสนอออกหมายจับรวดเดียว 4 ราย เผยจอมบงการเผ่นกบดานสิงคโปร์
เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ห้องประชุมกองบังคับการบก.ภ.จว.สงขลา พล.ต.อ.รชต เย็นทรวง ที่ปรึกษา(สบ.10) ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดคดี นายพีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงเสียชีวิต ที่บริเวณหน้าร้านสงขลาฟอรั่ม ช่วงค่ำวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีพล.ต.ต.สุวิทย์ เชิญสิริ ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.คำรณ ยอดรักษ์และพ.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา พร้อมด้วยตำรวจที่กองปราบปรามเข้าร่วมประชุม ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
จากนั้น พล.ต.อ.รชต พร้อมคณะนายตำรวจ ได้เดินเข้าพบนายรฐชัย สงประสพ รองปลัดเทศบาลนครสงขลา รักษาการนายกเทศมนตรีนครสงขลา เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจแก่พนักงานเทศบาลนครสงขลา พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพยายามทำงานกันอย่างเต็มที่ จึงขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ และหากพยานหลักฐานสาวไปถึงใคร จะจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ โดยไม่เกรงกลัวผู้มีอิทธิพลและจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และขณะนี้กำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่ในอีก 60 วัน จึงมาให้กำลังใจ
พล.ต.อ.รชต เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้ง สอบสวนสืบสวน และเจ้าหน้าที่วิทยาการ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาที่กระทำผิด และขณะนี้ถือว่ามีความคืบหน้าไปมากแล้ว และคาดว่าจะชัดเจนเร็วที่สุดในอีกวันสองวันนี้ เนื่องจากต้องรอผลตรวจหลักฐานต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่วิทยาการ ขณะที่พอจะรู้ตัวผู้ต้องสงสัยมาบ้างแล้ว ส่วนสาเหตุยังคงมุ่งประเด็นหลักไปที่เรื่องการเมืองท้องถิ่น และให้น้ำหนักมากที่สุด ขณะที่ทุกฝ่ายพยายามทุ่มเทคลี่คลายคดีกันอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญและมีประชาชนให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดลี่คลายคดีได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพรถยนต์ของคนร้ายในขณะขับเข้ามาจอดรอเตรียมลงมือก่อเหตุและตามเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี เบื้องต้นพบว่ามีรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ 2 คันคือรถกระบะโตโยต้า วีโก้ แบบ 4 ประตูสีบรอนซ์ จอดทิ้งอยู่ในลานจอดรถของสถานีวิทยุสมิหลาเรดิโอและรถกระบะโตโยต้า วีโก้ แบบ 4 ประตูสีดำจอดทิ้งไว้บริเวณสถานีขนส่งสงขลา
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าในเวลา 17.15 น.คนร้ายได้ขับรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ผ่านสามแยกถนนนครใน ตัดกับธนาคารออมสินเข้ามาจอดเตรียมก่อเหตุ จากนั้นขับเข้ามาจอดที่จุดเกิดเหตุในเวลา 18.29 น. และหลังลงมือแล้วได้ขับรถหลบหนีผ่านสี่แยกสะพานเหล็ก ในเวลา19.32 น. มุ่งหน้าผ่านสามแยกถนนนครนอกไปประมงใหม่ในเวลา 19.33 น.ก่อนเลี้ยวรถไปจอดทิ้งไว้ในสถานีวิทยุสมิหลาเรดิโอและใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที ได้มีรถกระบะโตโยต้า วีโก้สีดำขับออกมาจากสถานที่ดังกล่าว จึงเชื่อว่าเป็นการสับเปลี่ยนรถหลบหนี แล้วนำไปจอดทิ้งไว้ที่ สถานีขนส่งสงขลา
นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า ส่วนสาเหตุที่นายพีระ ถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมนั้น เจ้าหน้าที่ยังคงเน้นไปเรื่องขัดแย้งการเมือง ใน จ.สงขลา ขณะที่ เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ในเบื้องต้นจะเสนอขอหมายจับคนร้าย 4 คน เป็นผู้บงการหรือจ้างวาน 1 คน และมือปืนอีก 3 คน และในส่วนของมือปืนเจ้าหน้าที่มีชื่อทั้งหมดแล้ว รวมทั้งได้ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษประกบตัวไว้แล้วทั้ง 3 คน โดยยังกบดานในพื้นที่ ส่วนผู้จ้างวานจากการตรวจสอบพบว่าได้หลบหนีไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมาแล้ว.v
จากนั้น พล.ต.อ.รชต พร้อมคณะนายตำรวจ ได้เดินเข้าพบนายรฐชัย สงประสพ รองปลัดเทศบาลนครสงขลา รักษาการนายกเทศมนตรีนครสงขลา เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจแก่พนักงานเทศบาลนครสงขลา พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพยายามทำงานกันอย่างเต็มที่ จึงขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ และหากพยานหลักฐานสาวไปถึงใคร จะจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ โดยไม่เกรงกลัวผู้มีอิทธิพลและจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และขณะนี้กำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่ในอีก 60 วัน จึงมาให้กำลังใจ
พล.ต.อ.รชต เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้ง สอบสวนสืบสวน และเจ้าหน้าที่วิทยาการ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาที่กระทำผิด และขณะนี้ถือว่ามีความคืบหน้าไปมากแล้ว และคาดว่าจะชัดเจนเร็วที่สุดในอีกวันสองวันนี้ เนื่องจากต้องรอผลตรวจหลักฐานต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่วิทยาการ ขณะที่พอจะรู้ตัวผู้ต้องสงสัยมาบ้างแล้ว ส่วนสาเหตุยังคงมุ่งประเด็นหลักไปที่เรื่องการเมืองท้องถิ่น และให้น้ำหนักมากที่สุด ขณะที่ทุกฝ่ายพยายามทุ่มเทคลี่คลายคดีกันอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญและมีประชาชนให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดลี่คลายคดีได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพรถยนต์ของคนร้ายในขณะขับเข้ามาจอดรอเตรียมลงมือก่อเหตุและตามเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี เบื้องต้นพบว่ามีรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ 2 คันคือรถกระบะโตโยต้า วีโก้ แบบ 4 ประตูสีบรอนซ์ จอดทิ้งอยู่ในลานจอดรถของสถานีวิทยุสมิหลาเรดิโอและรถกระบะโตโยต้า วีโก้ แบบ 4 ประตูสีดำจอดทิ้งไว้บริเวณสถานีขนส่งสงขลา
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าในเวลา 17.15 น.คนร้ายได้ขับรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ผ่านสามแยกถนนนครใน ตัดกับธนาคารออมสินเข้ามาจอดเตรียมก่อเหตุ จากนั้นขับเข้ามาจอดที่จุดเกิดเหตุในเวลา 18.29 น. และหลังลงมือแล้วได้ขับรถหลบหนีผ่านสี่แยกสะพานเหล็ก ในเวลา19.32 น. มุ่งหน้าผ่านสามแยกถนนนครนอกไปประมงใหม่ในเวลา 19.33 น.ก่อนเลี้ยวรถไปจอดทิ้งไว้ในสถานีวิทยุสมิหลาเรดิโอและใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที ได้มีรถกระบะโตโยต้า วีโก้สีดำขับออกมาจากสถานที่ดังกล่าว จึงเชื่อว่าเป็นการสับเปลี่ยนรถหลบหนี แล้วนำไปจอดทิ้งไว้ที่ สถานีขนส่งสงขลา
นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า ส่วนสาเหตุที่นายพีระ ถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมนั้น เจ้าหน้าที่ยังคงเน้นไปเรื่องขัดแย้งการเมือง ใน จ.สงขลา ขณะที่ เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ในเบื้องต้นจะเสนอขอหมายจับคนร้าย 4 คน เป็นผู้บงการหรือจ้างวาน 1 คน และมือปืนอีก 3 คน และในส่วนของมือปืนเจ้าหน้าที่มีชื่อทั้งหมดแล้ว รวมทั้งได้ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษประกบตัวไว้แล้วทั้ง 3 คน โดยยังกบดานในพื้นที่ ส่วนผู้จ้างวานจากการตรวจสอบพบว่าได้หลบหนีไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมาแล้ว.v











